หลักในการวัดผลการศึกษา

ผลที่ได้จากการวัดผลการศึกษาจะมีความเชื่อถือได้ ถูกต้องและบรรลุจุดมุ่งหมายตามต้องการอย่างแท้จริง ควรยึดหลักการเบื้องต้นต่อไปนี้
1. วัดให้ตรงจุดมุ่งหมาย โดยต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าจะวัดอะไร และกำหนดคุณลักษณะของสิ่งที่จะวัดให้ตรงกับจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด พร้อมทั้งเงื่อนไขที่เป็นตัวเสริมให้แสดงคุณลักษณะนั้นออกมา
2. ใช้วิธีการวัดและเครื่องมือวัดให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของสิ่งที่ต้องการวัด เพราะถ้าใช้วิธีการวัดและเครื่องมือที่ไม่เหมาะสมย่อมทำให้ผลการวัดเชื่อถือไม่ได้
3. ต้องวัดให้ครอบคลุมพฤติกรรมที่ต้องการวัด การวัดบางส่วนหรือบางพฤติกรรมย่อมทำให้ผลการวัดนั้นคลาดเคลื่อนไม่แน่นอน และไม่สามารถสรุปผลได้อย่างมั่นใจ ดังนั้นการวัดจึงจำเป็นต้องใช้วิธีการวัดหลายๆอย่างประกอบกันและต้องวัดให้ครอบคลุมพฤติกรรมการศึกษาทั้ง 3 ประเภท คือ พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย
4. เลือกสุ่มตัวอย่างของสิ่งที่จะวัดให้เหมาะสม ทั้งด้านเนื้อหา ด้านความสามารถและคุณลักษณะตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด ผลการวัดที่ได้ถึงจะถูกต้องตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการวัด
5. ใช้วิธีวัดและเครื่องมือวัดหลายๆประเภท อย่างสม่ำเสมอหลายๆครั้งเพื่อจะให้ได้ผลการวัดที่ถูกต้องเชื่อถือได้
6. ใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพดี และต้องศึกษาคุณลักษณะของเครื่องมือแต่ละประเภทอย่างละเอียดว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร เพราะผลการวัดที่ถูกต้องเชื่อถือได้ตรงกับพฤติกรรมหรือคุณลักษณะที่ต้องการวัด จะต้องขึ้นอยู่กับการใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพดีเหมาะสมกับลักษณะที่ต้องการวัด
7. แปลผลการวัดอย่างถูกต้อง เพราะการวัดทุกครั้งผลที่ได้คือตัวแทนของพฤติกรรมเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะออกมาในรูปของคะแนนแล้วจึงนำเอาคะแนนไปแปลผลเป็นลักษณะของพฤติกรรมที่มีในตัวบุคคล การแปลผลดังกล่าวนั้นจะได้ผลดีมากน้อยเพียงใดย่อมขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในการแปลว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วการแปลผลการวัดจะแปลผลโดยนำไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และเปรียบเทียบกับคนอื่นๆในกลุ่มที่วัดในเรื่องเดียวกัน
8. มีความยุติธรรม กล่าวคือการวัดผลแต่ละครั้งต้องดำเนินการวัดด้วยเงื่อนไข หรือสภาพการณ์ที่เหมือนกัน ทั้งผู้วัดและผู้ดำเนินการวัดโดยไม่ลำเอียง
9. ใช้ผลการวัดให้คุ้มค่า การวัดผลไม่ใช่เป็นเพียงการตรวจสอบว่าผู้เรียนมีคุณภาพเป็นอย่างไรเท่านั้น ควรมุ่งหวังต่อไปว่าคุณภาพของนักเรียนนั้นเด่นหรือด้อยในด้านใด จะพัฒนาสิ่งเหล่านั้นอย่างไร และจะนำผลการวัดนั้นไปใช้ปรับปรุงในเรื่องการจัดการศึกษา ผู้เรียน ผู้สอนอย่างไรด้วย ดังนั้นในการวัดควรตั้งจุดมุ่งหมายไว้หลายๆด้าน เช่น มุ่งเอาผลการวัดไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน ปรับปรุงหลักสูตรการแนะแนว การบริหารการศึกษา การวิจัย ฯลฯ หลักการประเมินผลการศึกษา การประเมินผลการศึกษาที่จะให้ได้ผลถูกต้องกับสภาพจริงเชื่อถือได้ย่อมเกี่ยวข้องกับผลการวัดที่ดี เกณฑ์หรือมาตรฐานที่ใช้ตัดสิน การตัดสินใจ ปรัชญาและเป้าหมายของการศึกษา ซึ่งองค์ประกอบต่างๆที่กล่าวมานี้มีความสำคัญต่อผลของการ
ประเมินว่าจะดีมีประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่ ดังนั้นการประเมินผลจะดำเนินไปด้วยดี ควรยึดหลักการดังนี้

หลักการประเมินผล

1. ดำเนินการประเมินผลให้สอดคล้องกับปรัชญาการประเมินผลที่ว่า "การประเมินเพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียน" นั่นคือ การประเมินผลต้องมุ่งเน้นค้นหาความสามารถของผู้เรียนว่ามีอะไรเด่น อะไรด้อย แล้วก็พัฒนาหรือปรับปรุงสิ่งเหล่านั้นให้ดียิ่งขึ้น โดยต้องคำนึงถึงหลักการดังนี้
1.1 ดำเนินการประเมินอย่างมีระบบผสมผสานกับการเรียนการสอน ซึ่งก็คือต้องมีการประเมินระหว่างเรียน ปรับปรุงการเรียนการสอน ซ่อมเสริมตลอด
เวลาจนกว่าผู้เรียนจะบรรลุจุดมุ่งหมาย
1.2 ดำเนินการประเมินผลให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความรู้สึกและการปฏิบัติ
1.3 ควรเน้นนำผลการประเมินมาใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอนมากกว่าการตัดสินได้-ตก และการชี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2. กำหนดจุดมุ่งหมายในการประเมินให้ชัดเจน หลักการข้อนี้นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก ผู้ประเมินผลจะต้องทราบว่าจะประเมินอะไร กับใคร อย่างไร และ
ประเมินผลไปทำไม
3. เลือกเครื่องมือวัดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการวัด เพื่อให้ได้ผลตรงตามสิ่งที่ต้องการวัดและมีความถูกต้องแม่นยำ การประเมินผลก็จะถูกต้อง
4. ประเมินผลจากการวัดหลายๆด้านและใช้วิธีวัดหลายๆวิธี เพื่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด ครอบคลุมทุกพฤติกรรม และถูกต้องเชื่อถือได้
5. ระมัดระวังข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการวัดผล เช่น
- ความผิดพลาดเนื่องจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร
- ความผิดพลาดเนื่องจากการเลือกเนื้อหาและพฤติกรรมในการวัด
- ความผิดพลาดเนื่องจากการใช้เครื่องมือวัดคุณภาพไม่ดี
- ความผิดพลาดเนื่องจากการเลือกวิธีวัดผล และการดำเนินการวัดผลไม่เหมาะสม
6. แปลผลการประเมินผลอย่างระมัดระวังรอบคอบ และต้องใช้เกณฑ์ในการประเมินอย่างเหมาะสม ไม่ด่วนแปลผลก่อนที่จะมีความมั่นใจในข้อมูลที่ได้รับมาอย่างเพียงพอ
7. นำผลการประเมินไปใช้อย่างคุ้มค่า เช่นเดียวกับหลักการวัดผลธรรมชาติของการวัดผลการศึกษาการวัดผลการศึกษาเป็นวิธีการกำหนดค่าเชิงปริมาณให้กับพฤติกรรมของผู้เรียนตามจุดมุ่งหมายการศึกษา ซึ่งพฤติกรรมของผู้เรียนนั้นส่วนมากจะเป็นพฤติกรรมที่ไม่มีตัวตนจึงไม่สามารถวัดได้โดยตรงเหมือนการวัดทางด้านวิทยาศาสตร์ ลักษณะสำคัญของการวัดผลการศึกษามีดังนี้
- เป็นการวัดสิ่งที่เป็นพฤติกรรมของมนุษย์หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม ซึ่งไม่สามารถวัดได้โดยตรง ต้องให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาภายนอกจึงวัดพฤติกรรมนั้นแล้วสรุปอ้างอิงไปเป็นคุณภาพของสิ่งที่ต้องการวัดอีกต่อหนึ่ง เช่น การวัดความรู้ การวัดความถนัด การวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การวัดจริยธรรม ฯลฯ
2. ไม่สามารถวัดได้แน่นอน ทั้งนี้เพราะหน่วยของการวัดจะเปลี่ยนไปตามเครื่องมือที่ใช้วัดซึ่งไม่คงที่ กฎเกณฑ์ในการกำหนดตัวเลขเพื่อแทนปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดยังไม่แน่นอนเหมือนกับการวัดทางด้านกายภาพศาสตร์ และเครื่องมือวัดผลทางการศึกษาวัดได้ไม่ละเอียดพอเหมือนเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เช่น ถ้าใช้แบบทดสอบคนละฉบับในรายวิชาเดียวกันสอบผู้เรียนกลุ่มเดียวกัน 2 ครั้งผลการวัดที่ได้ย่อมต่างกันหรือถ้าเอาแบบทดสอบชุดหนึ่งไปสอบแล้วปรากฏว่ามีนักเรียน 2 คนได้คะแนน 60% กับ62% ไม่สามารถสรุปได้ว่าใครมีความรู้มากกว่ากัน
3. เป็นการวัดที่ไม่สมบูรณ์ทั้งหมด ทั้งนี้เพราะการวัดผลสามารถวัดได้เพียงบางส่วนของเนื้อหาและพฤติกรรมที่เลือกสุ่มตัวแทนออกมาวัด และไม่สามารถวัดทั้งหมดได้ เช่น เลือกวัดเฉพาะเนื้อหาและพฤติกรรมที่เป็นพฤติกรรมปลายทางสำคัญ
4. ผลที่ได้จากการวัดจะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำไปสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ ทั้งนี้เพราะผลการวัดไม่มีความหมายในตัวเอง ต้องนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น คะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม เกณฑ์ที่ตั้งไว้ล่วงหน้าหรือเกณฑ์ปกติ เป็นต้น
5. มีความคลาดเคลื่อนจากการวัดทุกครั้ง ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผลการวัดเกิดความคลาดเคลื่อนมีดังนี้ การกำหนดกลุ่มพฤติกรรมภายนอกที่วัดไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมภายในอย่างแท้จริงและไม่ครบถ้วน
- เครื่องมือที่ใช้วัดคุณภาพไม่ดี ไม่สามารถระบุความรู้ ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนได้ และวัดทุกพฤติกรรมได้ไม่ครบถ้วน
- การดำเนินการสอบและการตรวจให้คะแนน เช่น ผู้วัดขาดทักษะในการดำเนินการสอบ ขาดทักษะในการตรวจข้อสอบ และขาดความยุติธรรมในการดำเนินการสอบปล่อยให้ผู้สอบบางคนได้เปรียบในการทำข้อสอบ
- การแปลความหมายของคะแนนผิดพลาด เช่น การเอาคะแนนของทุกรายวิชามารวมกันแล้วนำคะแนนรวมมาตัดสิน ฯลฯ

ประโยชน์ของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา

การวัดผลและประเมินผลการศึกษา มีประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการตัดสินใจของครู ผู้บริหารและนักการศึกษา ซึ่งพอจะสรุปประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (อนันต์ ศรีโสภา. 2522 : 1-2)

1. ประโยชน์ต่อครู ช่วยให้ทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียน ครูก็จะรู้ว่า
นักเรียนมีความรู้พื้นฐานพร้อมที่จะเรียนในบทต่อไปหรือไม่ ถ้าหากว่านักเรียนคนใดยังไม่พร้อมครูก็จะหาทางสอนซ่อมเสริม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูปรับปรุงเทคนิคการสอนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพอีกด้วย

2. ประโยชน์ต่อนักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งหรืออ่อนวิชาใด เรื่องใด ความสามารถของตนอยู่ในระดับใด เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตนเอง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนของตนให้ดียิ่งขึ้น

3. ประโยชน์ต่อการแนะแนว ช่วยให้แนะแนวการเลือกวิชาเรียน การศึกษาต่อ การเลือกประกอบอาชีพของนักเรียนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพตลอดจนช่วยให้สามารถแก้ปัญหาทางจิตวิทยา อารมณ์ สังคมและบุคลิกภาพต่างๆของนักเรียน

4. ประโยชน์ต่อการบริหาร ช่วยในการวางแผนการเรียนการสอน ตลอดจนการบริหาร
โรงเรียน ช่วยให้ทราบว่าปีต่อไปจะวางแผนงานโรงเรียนอย่างไร เช่น การจัดครูเข้าสอน การส่งเสริมเด็กที่เรียนดี การปรับปรุงรายวิชาของโรงเรียนให้ดีขึ้น เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีประโยชน์ต่อการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

5. ประโยชน์ต่อการวิจัย ช่วยวินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงานของโรงเรียน การสอนของครูและข้อบกพร่องของนักเรียน นอกจากนี้ยังนำไปสู่การวิจัย การทดลองต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษามาก

6. ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง (พิตร ทองชั้น. 2524 : 7) ช่วยให้ทราบว่าเด็กในปกครองของตนนั้น มีความเจริญงอกงามเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมการสนับสนุนในการเรียนต่อ ตลอดจนการเลือกอาชีพของเด็ก

 

มาตราในการวัดผล (Scale of measurement)

มาตราในการวัดผล หรือระดับของการวัดผล จากความหมายของการวัด ผลดังที่กล่าวมา คือการกำหนดตัวเลขเพื่อแทนคุณลักษณะหรือปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดโดยอาศัยกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ สตีเวน (Steven. 1956 : 103) ได้กำหนดระดับการวัดไว้ 4 ระดับ ดังนี้
1. มาตรานามบัญญัติ (Nominal scale) เป็นการวัดในระดับต่ำสุด ซึ่งตัวเลขที่กำหนดขึ้นใช้แทนสิ่งที่ต้องการวัด ในมาตรานี้เป็นเพียงการกำหนดขึ้นเพื่อใช้เรียกชื่อ (Name) หรือเป็นการจัดประเภท (Categories) เพื่อแสดงความแตกต่างกันเท่านั้น และตัวเลขเหล่านี้ไม่มีความหมายใดๆในทางคณิตศาสตร์ เช่น หมายเลข 5 ห้อง ชื่อคน หมายเลขเสื้อของนักกีฬา หมายเลขโทรศัพท์ ภูมิลำเนา เชื้อชาติ อาชีพ ฯลฯ ตัวเลขในมาตรานี้จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ บอกได้แต่เพียงว่าสิ่งนั้นคืออะไร จัดอยู่ในประเภทใด
2. มาตราเรียงอันดับ (Ordinal scale) เป็นการกำหนดตัวเลขให้เข้ากับลักษณะข้อมูลตามความมากน้อย เช่น อันดับที่ของผลการเรียน ผลการประกวดเรียงความ ฯลฯ ตัวเลขในมาตรานี้จะบอกความหมายในลักษณะมากน้อยลดหลั่นกันตามลำดับ ตัวเลขในมาตรานี้ไม่ใช่ตัวเลขที่แสดงข้อมูลในเชิงปริมาณของสิ่งที่ต้องการวัดโดยตรง ไม่สามารถนำมาบวกลบกันได้และบอกความแตกต่างของแต่ละอันดับที่ได้
3. มาตราอันตรภาค (Interval scale) เป็นการกำหนดตัวเลขให้เข้ากับสิ่งที่ต้องการวัดเพื่อแทนปริมาณของสิ่งนั้น โดยที่ช่วงห่างของแต่ละหน่วยมีค่าเท่ากันตัวเลขเหล่านี้สามารถนำมาบวกลบกันได้แต่ไม่มีศูนย์ที่แท้จริง มีเพียงศูนย์สมมุติซึ่งเป็นศูนย์ที่ไม่มีค่าเชิงปริมาณ ดังนั้นจึงเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนกันไม่ได้ เช่น การวัด อุณหภูมิ คะแนนที่ได้จากการทดสอบวัดความรู้ความสามารถ พลังงาน เวลาตามปฏิทิน เป็นต้น
4. มาตราอัตราส่วน (Ratio scale) เป็นการวัดระดับสูงสุดส่วนมาก ข้อมูลที่มีการวัดในระดับนี้มักจะเป็นข้อมูลทางด้านกายภาพศาสตร์ เช่น การวัดน้ำหนัก ส่วนสูง ความยาว พื้นที่ ฯลฯ การวัดในระดับนี้มีลักษณะเหมือนมาตราอันตรภาค ทุกประการ จะต่างตรงที่ว่าข้อมูลในมาตรานี้มีศูนย์ที่แท้จริง (Absolute zero) และสามารถนำมาเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนกันได้ ดังนั้นในระดับนี้จึงสามารถนำ ตัวเลขมาบวก ลบ คูณและหารกันได้

ศึกษาเรื่องมาตราการวัดเพิ่มเติม

ประโยชน์ของการวัดผลและประเมินผลการศึกษา

การวัดผลและประเมินผลการศึกษา มีประโยชน์ต่อกระบวนการเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการตัดสินใจของครู ผู้บริหารและนักการศึกษา ซึ่งพอจะสรุป

ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้ (อนันต์ ศรีโสภา. 2522 : 1-2)

1. ประโยชน์ต่อครู ช่วยให้ทราบเกี่ยวกับพฤติกรรมเบื้องต้นของนักเรียน ครูก็จะรู้ว่า
นักเรียนมีความรู้พื้นฐานพร้อมที่จะเรียนในบทต่อไปหรือไม่ ถ้าหากว่านักเรียนคนใดยังไม่พร้อมครูก็จะหาทางสอนซ่อมเสริม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูปรับปรุงเทคนิคการสอนให้เหมาะสมและมี
ประสิทธิภาพอีกด้วย

2. ประโยชน์ต่อนักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้ว่าตัวเองเก่งหรืออ่อนวิชาใด เรื่องใด ความสามารถของตนอยู่ในระดับใด เพื่อที่จะได้ปรับปรุงตนเอง ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนของตนให้ดียิ่งขึ้น

3. ประโยชน์ต่อการแนะแนว ช่วยให้แนะแนวการเลือกวิชาเรียน การศึกษาต่อ การเลือกประกอบอาชีพของนักเรียนให้สอดคล้องเหมาะสมกับความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพตลอดจนช่วยให้สามารถแก้ปัญหาทางจิตวิทยา อารมณ์ สังคมและบุคลิกภาพต่างๆของนักเรียน

4. ประโยชน์ต่อการบริหาร ช่วยในการวางแผนการเรียนการสอน ตลอดจนการบริหาร
โรงเรียน ช่วยให้ทราบว่าปีต่อไปจะวางแผนงานโรงเรียนอย่างไร เช่น การจัดครูเข้าสอน การส่งเสริมเด็กที่เรียนดี การปรับปรุงรายวิชาของโรงเรียนให้ดีขึ้น เป็นต้น นอกจากนั้นแล้วยังมีประโยชน์ต่อการคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในตำแหน่งต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

5. ประโยชน์ต่อการวิจัย ช่วยวินิจฉัยข้อบกพร่องในการบริหารงานของโรงเรียน การสอนของครูและข้อบกพร่องของนักเรียน นอกจากนี้ยังนำไปสู่การวิจัย การทดลองต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษามาก

6. ประโยชน์ต่อผู้ปกครอง ช่วยให้ทราบว่าเด็กในปกครองของตนนั้น มีความเจริญงอกงามเป็นอย่างไร เพื่อเตรียมการสนับสนุนในการเรียนต่อ ตลอดจนการเลือกอาชีพของเด็ก

 

 

 

คุณธรรมของนักวัดผลการศึกษา

1. มีความซื่อสัตย์สุจริต คือมีใจบริสุทธิ์ต่องานวัดผลการศึกษา ไม่คดโกง ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้างรางวัลเช่น ไม่นำข้อสอบ หรือคัดลอกข้อสอบออกจากห้องสอบ เป็นต้น

2. มีความยุติธรรม คือให้ความยุติธรรมแก่ผู้เข้ารับการวัดผลทุกคน เช่นตรวจให้คะแนนโดยไม่ลำเอียง ไม่ใช้อารมณ์ในการตรวจข้อสอบ เป็นต้น

3. มีความขยันและอดทน งานวัดผลการศึกษาต้องทำอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา ดังนั้นจะต้องมีความอดทน ขยัน มีความมุมานะ ไม่เฉื่อยชา

4. มีความละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ งานด้านการวัดผลการศึกษานั้น จะต้องละเอียด ถี่ถ้วนและรอบคอบ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดก็มักเกิดปัญหาตามมามากมาย เช่น การทำข้อสอบ การบรรจุซอง การกรอกคะแนน เป็นต้น

5. มีความรับผิดชอบสูง นักวัดผลการศึกษานั้นจะต้องสามารถเก็บความลับได้ดี ผู้ออก ข้อสอบจะต้องทำอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้ข้อสอบรั่วไหล ไม่เผอเรอ ต้องทำงานที่รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วง

6. ตรงต่อเวลา นักวัดผลจะต้องเป็นคนที่ตรงต่อเวลา เช่น การนัดส่งข้อสอบ นัดวันสอบ นักเรียน การส่งผลการสอบทันตามกำหนด เป็นต้น

7. สนใจในเทคนิคการวัดผลอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีงานด้านการวัดผล นักวัดผลจะต้องพยายามวัดผลอย่างเหมาะสมในเชิงวิชาการ ใช้ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่

บทสรุป

1. การวัดผลการศึกษา เป็นกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลข หรือสัญลักษณ์ ที่มีความหมายและแทนคุณลักษณะ หรือคุณภาพของสิ่งที่วัดโดยใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ การประเมินผลการศึกษาเป็นกระบวนการลงข้อสรุป ให้คุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการวัดไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้และใช้วิจารณญาณประกอบการพิจารณา ส่วนการทดสอบเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง ที่จะได้มาซึ่งจำนวน ปริมาณหรือคุณลักษณะของพฤติกรรมของบุคคลโดยใช้ข้อสอบเป็นเครื่องมือ

2. การวัดผลและการประเมินผลเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกัน เพราะว่าการประเมินผลจะนำเอาข้อมูลที่ได้จากการวัดผลมาสรุปให้คุณค่าหรือตัดสินใจโดยนำไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้

3.ในกระบวนการเรียนการสอนนั้นจะทำการประเมินผลการเรียนควบคู่กันไปเป็นระยะๆ คือการประเมินผลก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นฐานของผู้เรียน การประเมินผลระหว่างเรียนเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน และการประเมินผลรวม เพื่อตัดสินผลการเรียน

4. จุดมุ่งหมายของการวัดผลการศึกษาเพื่อค้นและพัฒนาสมรรถภาพของผู้เรียนมากกว่าที่จะวัดผลเพื่อนำไปตัดสินได้-ตก

5. การวัดผลการศึกษามีประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งครูผู้สอน นักเรียน การแนะแนว การบริหาร การวิจัย และผู้ปกครอง

6. การวัดผลการศึกษาเป็นการวัดทางอ้อม ทั้งนี้เพราะว่าจะต้องใช้เครื่องมือวัดพฤติกรรมที่แทนคุณลักษณะที่ต้องการ จากนั้น จึงนำผลที่ได้จากการวัดมาแปลความหมายว่านักเรียนมีความสามารถเช่นไร

7. หลักของการวัดผลการศึกษานั้น จะต้องวัดให้ตรงกับจุดประสงค์ ใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพ มีความยุติธรรม แปลผลได้ถูกต้อง แล้วจึงนำผลที่ได้จากการวัดนั้นไปใช้อย่างคุ้มค่า

8. นักวัดผลการศึกษาเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกข้อสอบ การตรวจให้คะแนน การให้ ระดับผลการเรียน (grade) รวมทั้งการระวังมิให้ข้อสอบรั่วไหล ดังนั้นนักวัดผลการศึกษาจึงต้องมีคุณธรรมประจำใจสูง