CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK
CLICK


  
     สมัคร
     ยกเลิก

    



Supersonghit

Thai-HTML : Software & Programming Page.

แหล่งความรู้ด้านคอมพิวเตอร์

หรรษา.คอม ศูนย์รวมเวบไซต์เมืองไทย

ต่อต้านคอร์รัปชัน

Civil Engineering Service (วิศวกรรมโยธาบริการ)

Let's listen music

ระฆังห่วงใย จากใจ นายกรัฐมนตรี

มาช่วยกันตามเพื่อนร่วมเอกภพกันดีกว่า

วิชาการ.คอม

darasart_banner

สยามคอลเลคชัน.คอม

วัดผล_จุด_คอม


E-mail
 
 
   

แนวคิด
คลิกไปกรอบแนวคิดในการวิจัยกรอบแนวคิดในการทำวิจัย
คลิกไปนิยามเชิงปฏิบัติการนิยามเชิงปฏิบัติการ
คลิกไปลักษณะทั่วไปของนิยามเชิงปฏิบัติการลักษณะทั่วไปของนิยามเชิงปฏิบัติการ
คลิกไปสิ่งที่ควรพิจารณาในการกำหนดกรอบแนวคิดสิ่งที่ควรพิจารณาในการกำหนดกรอบแนวคิด
คลิกไปสรุปความสัมพันธ์ของแนวคิด นิยาม ตัวบ่งชี้ และคำถามสรุปความสัมพันธ์ของแนวคิด นิยาม ตัวบ่งชี้ และคำถาม



กรอบแนวคิดในการทำวิจัย

                  กรอบแนวคิดเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อปัญหาการวิจัย ฉะนั้นการให้แนวความคิดจึงต้องชัดเจน และสามารถพิสูจน์ได้ การมีกรอบแนวคิดจะทำให้นักวิจัยสามารถจัดระเบียบข้อมูลได้ และทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพราะกรอบแนวคิดเป็นการรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ เข้าไว้ภายใต้หัวข้อเดียวกัน

                  ดังนั้น เมื่อนักวิจัยกำหนดจุดความสนใจหรือปัญหาที่จะต้องการหาคำตอบได้แล้ว เพื่อให้สามารถจัดระบบความคิดให้กับสิ่งที่ตั้งคำถามและสนใจที่จะศึกษา นักวิจัยจะต้องปฏิบัติในสิ่งต่อไปนี้.....

                  สมมติว่านักวิจัยตัดสินใจว่าจะศึกษาวิจัย เรื่อง "ปัจจัยทางสังคมบางประการที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชนในกิจกรรมพัฒนาท้องถิ่น" สิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติก็คือ ต้องไปค้นคว้าจากแนวคิด ทฤษฎี และตำราต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปองค์ความรู้เหล่านั้นให้มีขอบเขตแน่นอน ว่า "ปัจจัยทางสังคม" "การมีส่วนร่วม" และ"กิจกรรมพัฒนาท้องถิ่น ณ พื้นที่ที่จะเข้าไปศึกษา" นั้น มีคำอธิบายว่าอย่างไร และในการศึกษาวิจัยนี้กำหนดขอบเขตการอธิบายไว้แค่ไหน ขั้นตอนนี้เอง ที่เรียกว่า การกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัย

                  หรือสมมติว่านักวิจัยตัดสินใจว่าจะศึกษาวิจัย เรื่อง "การศึกษากระบวนการตัดสินใจของพนักงานเทศบาลระดับบริหารเพื่อนำนโยบายทางการเมืองไปปฏิบัติ" สิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติก็คือ ต้องไปค้นคว้าจากแนวคิด ทฤษฎี ตำราต่างๆ รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในองค์ความรู้เหล่านั้นให้มีขอบเขตแน่นอน ให้กับสิ่งที่เรียกว่า "กระบวนการตัดสินใจ" ว่าอะไรบ้างที่อยู่ในกระบวนการตัดสินใจ และการตัดสินใจนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร บุคคลจะต้องอาศัยอะไรบ้างในการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ฯลฯ เพื่อกำหนดขอบเขตการอธิบายให้แน่นอน ขั้นตอนนี้เอง ที่เรียกว่า การกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัย

                  หรือสมมติว่านักวิจัยตัดสินใจว่าจะศึกษาวิจัย เรื่อง "ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของนักประชาสงเคราะห์ในส่วนภูมิภาค" สิ่งแรกที่ต้องปฏิบัติก็คือ ต้องไปค้นคว้าจากแนวคิด ทฤษฎี ตำราต่างๆ รวมทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาข้อสรุปในองค์ความรู้เหล่านั้นให้มีขอบเขตแน่นอน กับสิ่งที่เรียกว่า "ความพึงพอใจ" นั่นคือ นักวิจัยจะต้องค้นคว้าให้กระจ่างว่า พฤติกรรมที่เรียกว่าความพึงพอใจ นั้น มีลักษณะอย่างไร และสิ่งที่เรียกว่า "ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการทั่วไป" ควรมีองค์ประกอบอะไรบ้าง แล้วไปค้นคว้าเพิ่มเติมว่า "คนที่รับราชการในตำแหน่งนักประชาสงเคราะห์" มีภารกิจอะไรบ้าง ความยากง่ายของงาน ความพร้อมของหน่วยงาน ความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ฯลฯ ซึ่งการกำหนดขอบเขตขององค์ความรู้ที่กล่าวมา ก็คือ การกำหนดกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาวิจัย ฯลฯ


คลิกไปที่หัวข้อบนสุด



นิยามเชิงปฏิบัติการ

                  หลังจากที่นักวิจัยกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยได้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งแน่นอนว่า ความใฝ่รู้ ความชอบที่จะค้นคว้า และเป็น "นักอ่าน" ของผู้วิจัยย่อมมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพของกรอบแนวคิดที่รวบรวมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

                  ในขั้นตอนต่อไป นักวิจัยจะต้องให้ความหมายของแนวคิด โดยจะต้องค้นหาสิ่งบ่งชี้ (Indicators) ว่าสิ่งที่ต้องการวัดนั้น จะใช้อะไรมาวัด เช่น

                  จำนวนคนตายเป็นเครื่องชี้อันหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า สภาพของอนามัยหรือสาธารณสุขของท้องถิ่นนั้นๆ มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด หรือหากเราต้องการศึกษาแนวความคิดเกี่ยวกับโต๊ะ เพียงแต่นำเสสนอภาพของโต๊ะสักตัวหนึ่ง ก้พอจะชี้วัดได้คร่าวๆ แล้วว่า ที่เรียกว่า "โต๊ะ" นั้น ต้องมีลักษณะดังภาพที่นำเสนอนี้ เป็นต้น

                  แต่ในความหลากหลายบนโลกมนุษย์ เราจะพบบ่อยๆ ว่าความคิด (Concept) บางอย่างไม่สามารถเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์และอธิบายสิ่งที่ต้องการวัดได้โดยง่าย เช่น แรงจูงใจ ทัศนคติ การเรียนรู้ ฯลฯ เพราะแนวความคิดเหล่านี้มีลักษณะเป็นนามธรรม ดังนั้น การจะตอบความหมายของแนวความคิดเล้านี้ จึงไม่อาจใช้เพียงวิธีนำเสนอภาพ หรือชี้ไปยังวัตถุหรือบุคคลหรือเหตุการณ์ เพื่อแก้ไขปัญหาในขั้นตอนนี้ จึงต้องใช้วิธีให้คำจำกัดความ โดยจะต้องเป็นคำจำกัดความที่สามารถนำไปปฏิบัติได้

                  ปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการวิจัยคือ ปรากฏการณ์ทางสังคมส่วนใหญ่ไม่สามารถจะวัดได้โดยตรง หรือวัดได้แต่มีความยุ่งยากในเรื่องความถูกต้อง และความเชื่อถือได้ของการวัด เราจะวัดการมีส่วนร่วมทางการเมืองในท้องถิ่นนั้นอย่างไร เราจะวัดทัศนคติหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างไร สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ในทางวิทยาศาสตร์ได้กำหนดวิธีการที่มีขั้นตอนอย่างเป็นระบบเพื่อจะวัดออกมาให้ได้

                  ก่อนจะตัดสินใจว่าจะวัดอย่างไร เราจึงต้องกำหนดความหมายหรือคำจำกัดความของตัวแปรต่างๆ เสียก่อน  คำจำกัดความของตัวแปร จะต้องชี้วัดลงไปว่า สิ่งที่เราพูดถึงนั้นมีลักษณะอย่างไร อะไรเป็นเครื่องวัด เช่น เมื่อเราพูดถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองในท้องถิ่น เราอาจให้คำจำกัดความว่า พฤติกรรมใดบ้างที่เรียกว่าการมีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น ต้องเป็นพฤติกรรมที่ประชาชนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเมืองไม่ว่าจะโดยอ้อมและโดยตรง พฤติกรรมโดยอ้อมก็เช่น การสนทนาพูดคุยเรื่องการเมือง การวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ทางการเมือง การไปฟังการหาเสียง การไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ฯลฯ ส่วนพฤติกรรมโดยตรงก็เช่น การลงสมัครรับเลือกตั้ง การเข้าไปมีส่วนในการสนับสนุนให้คนไปเลือกตั้ง การเข้าไปเป็นบุคลากรในหน่วยงานที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง อย่างนี้เป็นต้น จะเห็นได้ว่าคำจำกัดความที่กำหนดขึ้นจะมีลักษณะที่ชี้ลงไปว่า อะไรคือสิ่งที่จะใช้วัดแนวความคิดซึ่งมีความหมายกว้างๆ หรือเป็นนามธรรม คำจำกัดความเช่นนี้เรียกว่า คำนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) ซึ่งก็คือคำจำกัดความที่สามารถนำไปเก็บข้อมูลมาได้ โดยในคำนิยามนั้นจะมีตัวบ่งชี้ (Indicator) ของสิ่งที่เราจะศึกษา ซึ่งโดยปกติเราไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง


คลิกไปที่หัวข้อบนสุด



ลักษณะทั่วไปของนิยามเชิงปฏิบัติการ

                  การให้กำหนดคำนิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) เป็นการกำหนดทิศทางสำหรับนักวิจัยในการปฏิบัติเหมือนกัน เข้าใจปรากฏการณ์เป็นอย่างเดียวกัน โดยทั่วไปแล้ว นิยามเชิงปฏิบัติการประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ

                  1. คุณลักษณะหรือองค์ประกอบของตัวแปร

                  2. พฤติกรรมที่แสดงออก เนื่องจากคุณลักษณะของตัวแปรบางชนิดมักมีคุณลักษณะแฝงซึ่งไม่สามารถสังเกตได้หรือวัดได้โดยตรง จะต้องใช้การวัดโดยอ้อม เพราะนักวิจัยมีความเชื่อว่าคุณลักษณะภายในเหล่านั้น จะเป็นตัวกำหนดให้บุคคลหรือกลุ่มตัวอย่างแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาภายใต้สภาวะ หรือเงื่อนไขที่เหมาะสม

                  3. สถานการณ์หรือสิ่งเร้าจะเป็นเงื่อนไขหรือสภาวะที่เหมาะสม ซึ่งจะนำมาเร้าคุณลักษณะภายในดังกล่าว ให้กำหนดหรือแสดงพฤติกรรมออกมาให้สังเกตได้หรือวัดได้

                  4. เกณฑ์ที่เป็นเครื่องชี้วัด หรือเป็นดัชนี้บอกพฤติกรรมของบุคคล ว่าแสดงพฤติกรรมเช่นนี้จะมีความหมายเช่นใด เป็นที่ต้องการหรือไม่ต้องการ
                      ตัวอย่างเช่น
                      นิยามทัศนคติของข้าราชการที่มีต่อการฉ้อราษฎร์บังหลวงว่า หมายถึง ท่าทีความรู้สึกของบุคคล (คุณลักษณะ) ที่มีต่อการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งแสดงออกมาใน 2 ลักษณะคือ
                      ความรู้สึกในทางที่ดีหรือไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อพบกับการกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบในงานในหน้าที่ หรือเมื่อประสบโอกาสที่จะสามารถกระทำทุจริตและประพฤติมิชอบในงานในหน้าที่ (สิ่งเร้า)
                      หากบุคคลนั้นมีความรู้สึกที่ดีหรือไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายก็จะไม่รีรอที่จะกระทำหรือสนับสนุนการกระทำในสิ่งที่ทุจริตหรือประพฤติมิชอบในงานที่ทำ
                      หากบุคคลนั้นมีความรู้สึกไม่ดีและเห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายไม่ถูกต้อง ถึงประสบโอกาสหรือมีช่องทางให้ทุจริต บุคคลนั้นก็จะไม่กระทำ และในหลายคนอาจจะมีพฤติกรรมต่อต้านการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบเหล่านั้นด้วย
                      ซึ่งความเชื่อถือได้ของการวัดพฤติกรรมเหล่านี้จะมีมากน้อยเพียงใด จึงอยู่ที่ ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือซึ่งต้องมีความถูกต้อง และมีคุณภาพนั่นเอง


คลิกไปที่หัวข้อบนสุด



สิ่งที่ควรพิจารณาในการกำหนดกรอบแนวคิด

                  1. ท่านได้กำหนดความหมายของแนวคิด (Concept) ต่างๆ ไว้แน่นอนชัดเจนแล้วหรือไม่

                  2. คำศัพท์ที่ต้องใช้ ได้มีการนิยามไว้แน่นอนชัดเจนเพียงใด

                  3. มีการกำหนดแนวคิด (Concept) ต่างๆ อย่างพอเพียงและถูกต้องหรือยัง

                  4. แนวคิด (Concept) บางประการ จำเป็นต้องกำหนดข้อจำกัดเพิ่มอีกหรือไม่

                  5. เมื่อกลุ่มที่ศึกษาเปลี่ยนไป ความหมายเปลี่ยนตามไปหรือไม่ เช่น อายุ เพศ ฯลฯ

                  6. ท่านกำหนดความหมายต่างๆ โดยมีอะไรเป็นพื้นฐาน

                 โดยสรุป กรอบแนวคิด และนิยามเชิงปฏิบัติการจะนำไปสู่กระบวนการวิจัยในขั้นอื่นๆ
ดังภาพความสัมพันธ์ต่อไปนี้



คลิกไปที่หัวข้อบนสุด



สรุปความสัมพันธ์ของแนวคิด นิยาม ตัวบ่งชี้ และคำถาม

                 จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าเมื่อผู้วิจัยต้องการที่จะศึกษาสิ่งใด สิ่งแรกที่ต้องกระทำก็คือ ผู้วิจัยต้องแจกแจกคุณสมบัติ หรือกำหนดความหมายของสิ่งนั้นๆ ให้แน่นอนชัดเจน และครบถ้วนตามที่ตนเห็นว่าสำคัญ โดยที่ในการแจกแจงคุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการวัดนั้น ผู้วิจัยจะต้องศึกษาให้ถ่องแท้ว่า แนวคิดเรื่องนั้นๆ มีผู้ใดที่เคยศึกษามาแล้วบ้าง และคุณสมบัติหรือความหมายที่ต้องการวัดหรือศึกษานั้นมีอะไรบ้าง มีความยุ่งยากสลับซับซ้อน และปัญหาอะไรที่เกี่ยวกับแนวคิดนั้น ผู้วิจัยเองจะต้องใช้ความรู้ความสามารถของตนเองในการพิจารณาว่า คุณสมบัติเหล่านั้นควรจะนำมาสร้างเป็นตัวแปรด้วยหรือไม่ และมีคุณสมบัติอะไรที่ผู้วิจัยคิดว่า ควรจะรวมอยู่ในการสร้างมาตรวัดสำหรับตัวแปรด้วย

                 เมื่อกำหนดคุณสมบัติ หรือความหมายของแนวคิดได้แล้ว ผู้วิจัยจะต้องระบุสิ่งที่เป็นตัวบ่งชี้ของคุณสมบัติหรือนิยามแต่ละประเภทว่ามีอะไรบ้าง คุณสมบัติหรือนิยามหนึ่งลักษณะอาจจะมีตัวบ่งชี้ 1 ตัว หรือหลายตัวก็ได้ ในทำนองเดียวกันตัวบ่งชี้ 1 ตัว อาจบ่งชี้คุณสมบัติหรือนิยามได้มากกว่า 1 คุณสมบัติหรือนิยาม ดังภาพที่ 1



C
=
แนวคิด (Concept)
P
=
คุณสมบัติ (Property) หรือนิยามของแนวคิด
I
=
ตัวบ่งชี้ (Indicant) ของคุณสมบัติ
S
=
สิ่งเร้าตัวบ่งชี้ (Stimulus)
Q
=
คำถาม (Question) ที่นำไปสู่ตัวบ่งชี้

                 ข้อมูลตัวบ่งชี้แต่ละตัว ซึ่งคุณสมบัติของแนวคิดที่ต้องการศึกษานั้นจะได้มาโดยการทดลอง การสังเกตหรือการซักถามหรือที่เรียกรวมๆ ว่า สิ่งเร้า (Stimulus) ที่กระตุ้นให้หน่วยที่ต้องการศึกษานั้นแสดงออกซึ่งตัวบ่งชี้ ตัวบ่งชี้ 1 ตัว อาจต้องใช้สิ่งเร้าตัวเดียวหรือหลายตัวก็ได้ เมื่อได้ข้อมูลมาจากการใช้สิ่งเร้า และผู้วิจัยนำข้อมูนั้นมารวมกันโดยอาศัยกฎเกณฑ์บางอย่างที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เราก็จะได้สิ่งที่เรียกว่า มาตรวัด

                 ตัวอย่างที่จะเสนอต่อไปนี้ เป็นเรื่องของมาตรวัดความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม (Group Solidarity) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้กันมากในวงการรัฐศษสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา และจิตวิทยาสังคม ในการวัดความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม ...........ผู้วิจัยจะต้องระบุคุณสมบัติสำคัญ (หรือให้คำนิยาม) ของแนวคิดว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง

                 สมมติว่าผู้วิจัยระบุว่า
                 ความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม => ขึ้นอยู่กับ=> การที่สมาชิกของกลุ่มมีภาระผูกพันซึ่งกันและกัน (Obligations)
                 และความเป็นปึกแผ่นของกลุ่ม => ขึ้นอยู่กับ=> การที่สมาชิกปฎิบัติตามกฎกติกาของกลุ่ม (Compliance)

                 หลังจากระบุคุณสมบัติแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ กำหนดตัวบ่งชี้ของแต่ละคุณสมบัติ
                 โดยผู้วิจัยระบุว่า
                 สิ่งที่บ่งชี้ => ภาระผูกพันของสมาชิก => คือ => การพึ่งพิงของสมาชิก
                 จะเห็นได้ว่า การพึ่งพิงของสมาชิก ยังเป็นคุณสมบัติที่เป็นนามธรรม ผู้วิจัยจึงต้องระบุตัวบ่งชี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม
                 โดยกำหนดสิ่งบ่งชี้ต่อไปว่า
                 สิ่งบ่งชี้ => การพึ่งพิงของสมาชิก => คือ => 1. อุปทานของสิ่งที่ทดแทนกันได้
                 สิ่งบ่งชี้ => การพึ่งพิงของสมาชิก => คือ => 2. การขาดข้อมูลเกี่ยวกับทางเลือก
                 สิ่งบ่งชี้ => การพึ่งพิงของสมาชิก => คือ => 3. ค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้าย
                 สิ่งบ่งชี้ => การพึ่งพิงของสมาชิก => คือ => 4. ความผูกพันส่วนบุคคล

                 ในส่วนของการปฏิบัติตามกติกาของกลุ่มก็เช่นเดียวกัน ผู้วิจัยจะต้องกำหนดสิ่งบ่งชี้ ภาพของการปฏิบัติตามให้แน่นอน โดยกำหนดสิ่งบ่งชี้ต่อไปว่า
                 สิ่งที่บ่งชี้ => การปฏิบัติตามกฎกติกาของกลุ่ม => คือ => การยอมรับกติกาของกลุ่ม หรือการฝ่าฝืนกติกาของกลุ่ม
                 สิ่งที่บ่งชี้ => การปฏิบัติตามกฎกติกาของกลุ่ม => คือ => พฤติกรรมที่แสดงออกเกี่ยวกับกติกาของกลุ่ม
                 ซึ่งตัวอย่างที่กล่าวมาสามารถเขียนเป็นแผนผังความสัมพันธ์ได้ดังนี้




คลิกไปที่หัวข้อบนสุด



คัดลอกและเรียบเรียงจาก

กาญจนา มณีแสง. หลักการวิจัยเบื้องต้นทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพ
                มหานคร: โอเดียนสโตร์. 2522.


จีรพรรณ กาญจนจิตรา. ระเบียบวิธีการวิจัยชั้นสูงทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา. กรุงเทพ
                มหานคร: ฝ่ายตำราและอุปกรณ์การศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2528.


เชิดศักดิ์ โฆวาสินธุ์. การวิจัยพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
                2523.

สุจิตรา บุญรัตพันธ์. ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โครงการส่งเสริม
                ตำราและเอกสารวิชาการ มูลนิธิ 30 ปี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร
                ศาสตร์. 2534.


สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ . เทคนิคการวิเคราะห์ตัวแปรหลายตัวสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์
                และพฤติกรรมศาสตร์
. กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. 2537.




http://www.thaisk123.t2u.com

Best viewed with Internet Explorer using an 800x600 screen resolution.

Copyright © 2002 Sonvijai. All rights reserved.

Powered by