เอกสารคำสอนวิชา ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย

โดย ผศ. ดร. จักรกฤษณ์ สำราญใจ

 

การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

 

วรรณกรรมหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง  (related literature) หมายถึง  เอกสารงานเขียนที่มีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับหัวข้อปัญหาที่ผู้วิจัยสนใจ  วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอาจมีหลายลักษณะ เช่น เป็นตำรา สารานุกรม  พจนานุกรม นามานุกรม ดัชนี รายงานสถิติ หนังสือรายปี บทความในวารสาร จุลสาร  ที่สำคัญก็คือรายงานผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น  ผู้วิจัยจะต้องทำการสำรวจอ่านทบทวนอย่างพินิจพิเคราะห์  ทักษะที่สำคัญของการทำวิจัยในขั้นตอนนี้คือ ทักษะในการสืบค้นหาสารนิเทศจากแหล่งต่าง ๆ และทักษะในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

ความสำคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

1.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้ทราบถึงสถาพขององค์ความรู้ (state of the art) ในเรื่องที่จะทำการวิจัย  คือจะได้ทราบว่าในหัวข้อเรื่องที่ผู้วิจัยสนใจหรือมีข้อสงสัยใคร่หาคำตอบนั้น ได้มีผู้ศึกษาหาคำตอบได้เป็นความรู้ไว้แล้วในแง่มุมหรือประเด็นใดแล้วบ้าง  การจะศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นต่อไปควรจะได้ทราบเสียก่อนว่าเรารู้อะไรกันแล้วบ้างเกี่ยวกับเรื่องนั้น ความรู้เหล่านั้นมีความชัดเจนเพียงใด  ยังมีข้อความรู้ที่ขัดแย้งไม่ลงรอยกันบ้างหรือไม่  ประเด็นใดที่ยังไม่มีคำตอบบ้าง  การทราบถึงสถานภาพขององค์ความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความรู้ใหม่ที่จะได้จากการวิจัยของตนเองนั้นจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับองค์ความรู้ที่มีอยู่แล้วในเรื่องนั้น จะเป็นความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าหรือความสำคัญเพียงใด และจะเข้าไปจัดระเบียบอยู่ในองค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆ อย่างผสมกลมกลืนได้อย่างไร

2.     ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำซ้อนกับผู้อื่น  การวิจัยเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ใหม่  นักวิจัยไม่นิยมแสงหาความรู้เพื่อที่จะตอบปัญหาเดิมโดยไม่จำเป็น เพราะจะเป็นการเสียเวลา สิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุ  สิ่งใดที่รู้แล้วมีผู้หาคำตอบไว้แล้ว นักวิจัยจะไม่ทำวิจัยเพื่อหาคำตอบในเรื่องนั้นซ้ำอีก  ดังนั้นนักวิจัยจึงพยายามหลีกเลี่ยงการทำวิจัยซ้ำกับที่ผู้อื่นได้ทำไว้แล้วซึ่งถือเป็นจรรยาบรรณอย่างหนึ่งของนักวิจัย และทำให้การวิจัยนั้นด้อยคุณค่าลง  การทบทวนเอกสารวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างกว้างถี่ถ้วนและรอบคอบจะทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าประเด็นที่ตนเองสนใจจะทำวิจัยนั้นได้มีผู้หาคำตอบไว้แล้วหรือยัง  ถ้ามีแล้วก็จะได้เลี่ยงไปศึกษาในประเด็นอื่น ๆ ที่ยังไม่ได้มีผู้ศึกษาเอาไว้ต่อไป

3.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีในเรื่องที่จะทำการวิจัยอย่างเพียงพอ การจะทำวิจัยในเรื่องใดนั้นผู้วิจัยจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี (Theritical หรือ Conceptual framwork) เกี่ยวกับเรื่องนั้นจะต้องชัดเจน  สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดประเด็นปัญหาในการวิจัยได้อย่างชัดเจน  สามารถกำหนดแนวทางในการศึกษาได้อย่างเหมาะสม เข้าใจเนื้อหาสาระของเรื่องที่วิจัยได้อย่างแจ่มแจ้ง

4.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้เห็นแนวทางในการดำเนินงานวิจัยของตน  จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแต่ทำให้นักวิจัยได้ทราบว่าเรื่องที่สนใจนั้นได้มีผู้วิจัยอื่นได้ค้นคว้าหาคำตอบไว้อย่างไรแล้วเท่านั้น ยังจะได้ทราบด้วยว่านักวิจัยคนอื่น ๆ เหล่านั้นได้มีวิธีการหาคำตอบเอาไว้อย่างไร  มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรในการทำวิจัยในเรื่องนั้น  คำตอบที่ได้มามีความชัดเจนแจ่มแจ้งเพียงใด  คำตอบสอดคล้องหรือขัดแยังกันหรือไม่  เอกสารเชิงทฤษฎีต่าง ๆ ได้ชี้แนะแนวทางในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างไร  สารสนเทศเหล่านี้นักวิจัยจะนำมาใช้ตัดสินใจกำหนดแนวทางในการวิจัยของตนเริ่มตั้งแต่ การกำหนดประเด็นปัญหาที่เหมาะสม การกำหนดขอบเขตและข้อสันนิษฐานการวิจัยอย่างสมเหตุสมผล ออกแบบวิจัยเพื่อดำเนินการหาคำตอบซึ่งจะเกี่ยวกับการเลือกระเบียบวิธีวิจัย การเลือกตัวอย่าง การสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์หรือประมวลผลข้อมูล ตลอดจนการสรุปและรายงานผลการวิจัย   นักวิจัยจะวางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาอุปสรรคที่จะทำให้งานวิจัยนั้นล้มเหลวได้  ช่วยให้โอกาสที่จะทำงานมีวิจัยนั้นให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพมีสูงขึ้น

5.     ช่วยให้ผู้วิจัยได้มีหลักฐานอ้างอิงเพื่อสนับสนุนในการอภิปรายผลการวิจัย  เมื่อผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยจนได้ข้อสรุปหรือคำตอบให้กับปัญหาแล้ว  ในการรายงานผลการวิจัยผู้วิจัยจะต้องแสดงความคิดเห็นเขิงวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัย  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบถี่ถ้วนจะช่วยให้ผู้วิจัยมีข้อมูลอ้างอิงประกอบการแสดงความเห็นได้อย่างสมเหตุสมผลและมีความหนักแน่นน่าเชื่อถือ

6.     ช่วยสร้างคุณภาพและมาตรฐานเชิงวิชาการให้แก่งานวิจัยนั้น  การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยนั้นจะต้องประมวลมาเป็นรายงานสรุปใส่ไว้ในรายงานการวิจัย หรือเค้าโครงร่างของการวิจัย(Research proposal)ด้วย  การไปทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องมาอย่างกว้างขวางครอบคลุมในเรื่องที่ศึกษาและนำมาเรียบเรียงเอาไว้อย่างดี จะทำให้รายงานหรือโครงร่างการวิจัยนั้นมีคุณภาพและได้มาตรฐาน  เป็นการแสดงถึงศักยภาพของนักวิจัยได้ทางหนึ่งว่ามีความสามารถเพียงพอที่จะทำวิจัยในเรื่องนั้นได้อย่างน่าเชื่อถือ  ในการพิจารณาโครงร่างการวิจัยส่วนหนึ่งที่กรรมการมักจะพิจารณาเป็นพิเศษก็คือ รายงานการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้องนี่เอง

 

จุดมุ่งหมายของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

โดยทั่วไปนักวิจัยจะทำการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อเพื่อจุดมุ่งหมายประการใดประการหนึ่งหรือหลายประการดังนี้

1. เพื่อแสวงหาแนวคิดพื้นฐานเชิงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย

2. เพื่อสำรวจสถานภาพขององค์ความรู้ในเรื่องที่จะทำวิจัย

3. เพื่อแสวงหาสารสนเทศที่จะช่วยตัดสินใจกำหนดแนวทางการวิจัย

4. เพื่อแสวงหาหลักฐานอ้างอิงมาสนับสนุนความคิดเห็นในการอภิปรายผลการวิจัย

 

 

 

 

ขั้นตอนในการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง

1.   กำหนดจุดมุ่งหมายของการทบทวนเอกสารให้ชัดเจน  การกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชัดเจนจะช่วยให้ทราบว่าเอกสารใดบ้างควรเป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะทำวิจัย มีแนวทางในการการคัดเลือกเอกสาร และการจับประเด็นจากเอกสารต่าง ๆ ทำได้ง่ายและชัดเจนขึ้น

2.   สำรวจเอกสารที่เกี่ยวข้อง นักวิจัยจะต้องสำรวจว่าการจะทบทวนเอกสารเพื่อจุดมุ่งหมายแต่ละอย่างนั้น ควรจะมีเอกสารอะไรบ้างที่จะต้องนำมาทบทวน  การสำรวจอาจจะเริ่มจากเอกสารรอง ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นโดยใช้สารสนเทศจากเอกสารหลัก

3.   สืบค้นหาเอกสารที่เกี่ยวข้อง  นักวิจัยต้องทราบว่าเอกสารที่ต้องการนั้นอยู่ที่ไหน จะหามาได้อย่างไรนักวิจัยจะต้องรู้จักแหล่งเอกสารประเภทต่างๆ เช่น ห้องสมุด ศูนย์สารนิเทศ ศูนย์เอกสารสนเทศ หอจดหมายเหตุ ฯลฯ เป็นต้น  และที่สำคัญคือจะต้องมีทักษะในการสืบค้น (Searching skill) หาเอกสารเหล่านั้นด้วย  นั่นคือจะต้องมีความรู้ว่าเอกสารเหล่านั้นจัดเก็บไว้อย่างไร จะเข้าถึงเอกสารนั้นได้อย่างไร  ปัจจุบันเทคโนโลยีในการจัดเก็บเอกสารได้พัฒนาก้าวหน้าไปมาก มีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาช่วยจัดเก็บเอกสารไว้ในสื่อรูปแบบต่างๆ ที่จะช่วยให้การสืบค้นเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและกว้างขวาง  นักวิจัยจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการสืบค้นเอกสารจากสื่อเหล่านี้ และติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านนี้อย่างต่อเนื่องเพราะมีการพัฒนาไปค่อนข้างจะรวดเร็ว  จึงจะทำให้การสืบค้นเอกสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4.   คัดเลือกเอกสาร  เอกสารที่ได้จากการสืบค้นในข้อ 3 นั้นไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั้งหมด นักวิจัยจะทำการคัดเลือกเอาเฉพาะเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องจริงๆ ตามจุดมุ่งหมาย  อังนั้นเมื่อได้เอกสารมานักวิจัยจะต้องอ่านอย่างคร่าวๆ (Scanning) ก่อนว่าเอกสารนั้นมีเนื้อหาสาระเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะวิจัยอย่างแท้จริงหรือไม่  และจะคัดเลือกไว้เฉพาะเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องอย่างแท้จริงเท่านั้นเพื่อทบทวนอย่างลึกซึ้งต่อไป

5.   ลงมืออ่านเอกสารอย่างละเอียดจับประเด็นสำคัญให้ได้ตามจุดมุ่งหมาย  ถ้าเป็นเอกสารงานวิจัยประเด็นสำคัญที่ต้องการมักจะได้แก่ ปัญหาหรือคำถามหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย  ขอบเขตของการวิจัย  ข้อสันนิษฐาน วิธีดำเนินการวิจัย  สรุปผลการวิจัย เป็นต้น  

6.   จดบันทึกสาระที่ได้จากการอ่าน  ควรจดบันทึกลงในบัตร ขนาดของบัตรที่นิยมใช้บันทึกมักจะมีขนาดประมาณ 3 x 5 นิ้ว  ควรบันทึกประเด็นที่ได้จากการอ่านลงในบัตรประเด็นละใบ  และไม่ควรลืมบันทึกข้อมูลบรรณานุกรมของเอกสารด้วย เพื่อจะใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงถึงเมื่อจะต้องเรียบเรียงผลการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง

7.   สังเคราะห์สาระที่ได้จากอ่านเข้าด้วยกัน

8.   เรียบเรียงผลการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

 

 

 

 

ตัวอย่างการเรียบเรียงผลการประมวลเอกสารที่เกี่ยวข้อง

 

การสำราจแนวความคิดและการวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

สิ่งที่มีอิทธิพลต่อหรือมีความสัมพันธ์กับ “ความเร็ว” ในการ อ่าน หรือในการ เข้าใจ สิ่งที่อ่าน (เช่น ตัวอักษร คำ หรือ ประโยค)มีหลายอย่าง เช่น แสงสว่าง ลักษณะเฉพาะของสิ่งที่อ่าน และลักษณะเฉพาะตัวผู้อ่าน

เกี่ยวกับเรื่องแสงสว่างกับความเร็วในการอ่านหนังสือ มีงานวิจัยที่แสดงว่าการอ่านหนังสือในที่สว่างมากกว่าทำให้อ่านหนังสือได้ “เข้าใจ” เร็วกว่าการอ่านหนังสือในที่ที่สว่างน้อยกว่า (Becker & Killion, 1976)

เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะตัวของสิ่งที่อ่านกับความเร็วในการอ่านหนังสือ มีงานวิจัยที่พบว่า คำที่สั้นกว่าอ่านได้เร็วกว่าคำที่ยาวกว่า (McGinnies, 1962 ; Stewart, James & Gough, 1969)  มีงานวิจัยที่พบว่า คำ หรือ ตัวอักษรที่มีอัตราปรากฏสูงกว่า (กล่าวคือใช้กันในชีวิตประจำวันมากกว่า) อ่านได้เร็วกว่าคำหรือตัวอักษรที่มีอัตราปรากฏต่ำกว่า (Howes & Solomon, 1951 ; Solomon & Postman, 1952 ; ธีระ  อาชวเมธี, พ.ศ. 2519)  มีงานวิจัยที่พบว่าการมีช่องว่างระหว่างคำไทยในภาษาเขียนกับการไม่มีช่องว่าง ไม่ได้ ทำให้การอ่านเร็วแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ธีระ  อาชวเมธี, พ.ศ. 2517)  และมีงานวิจัยที่แสดงว่าประโยคที่มีรูปแบบทางไวยกรณ์ต่างกันอ่านได้เข้าใจเร็วช้าต่างกัน เช่น เวสัน (Wason, 1959, 1961) นักจิตวิทยาชาวอังกฤษเปรียบเทียบประโยคบอกรับ (affirmative sentence) กับประโยคปฏิเสธ (negative sentence) ว่าแบบไหนจะเป็นที่เข้าใจได้เร็วกว่ากัน (เช่น ประโยค “สองเป็นเลข คู่” กับประโยค “สองไม่ใช่เลขคู่”) โดยให้ผู้รับการทดลองดูประโยคที่ฉายให้ดู ผู้รับการทดลองกดปุ่มขวา ถ้าประโยคนั้นถูก และกดปุ่มซ้ายถ้าประโยคนั้นผิด นาฬิกาอิเล็คโตรนิคจะเริ่มเดิน (เป็น 1/1000 วินาที  2/1000 วินาที 3/1000 วินาที…) เมื่อสวิทซ์ฉายประโยคถูกกดและจะหยุดเดินเมื่อปุ่มขวาหรือซ้ายถูกกด  เวสันพบว่า  ผู้รับการทดลองกดปุ่มสำหรับประโยคบอกรับได้เร็วกว่าประโยคปฏิเสธ แสดงว่าผู้รับการทดลอง “เข้าใจ” ประโยคบอกรับได้เร็วกว่าประโยคปฏิเสธ ไดเฟอมาน (Eifermann, 1961)  ทำการทดลองแบบเดียวกันนี้ในอิสราเอลก็พบผลแบบเดียวกัน กัฟ (Gough, 1965) ใช้เครื่องมือทดลองคล้าย ๆ กับของเวสันทำการทดลองกับประโยค active affirmative, passive affirmative, negative  และ  passive negative พบว่าประโยค passive affirmative ใช้เวลาในการ “เข้าใจ” นานที่สุด รองลงมาคือ ประโยค negative แล้วก็ประโยค passive affirmative ส่วนประโยคที่เข้าใจได้เร็วกว่าเพื่อนคือประโยค active affirmative

          เกี่ยวกับเรื่องลักษณะเฉพาะตัวผู้อ่านกับการอ่าน  มีงานวิจัยที่แสดงว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ที่อยู่ในชั้นเรียนสูงกว่าจะอ่านหนังสือได้เร็วกว่าผู้ที่อยู่ในชั้นเรียนต่ำกว่า และโดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงจะอ่านเร็วกว่าผุชายทั้งในระดับโรงเรียนประถมและมัธยม  ส่วนในระดับมหาวิทยาลัย ผู้ชายอ่านได้เร็วเท่ากับผู้หญิง (Taylor, et. al., 1960)

          ต่อไปนี้ผู้วิจัยจะกล่าวถึงการวิจัยเรื่องอัตราปรากฎของคำกับความเร็วในการอ่านความยาวของคำกับความเร็วในการอ่าน  และช่องว่าระหว่างคำกับความเร็วในการอ่านให้ละเอียดยิ่งขึ้น เนื่องจากการวิจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องการวิจัยครั้งนี้มากที่สุด

อัตราปรากฎของคำกับความเร็วในการอ่าน

          ในหลายประเทศได้มีการนับอัตราปรากฎของคำ (กล่าวคือนับว่าคำไหนใช้มากคำไหนใช้น้อยมากเท่าไรและน้อยเท่าไร) และรวบรวมเป็นบัญชีความถี่คำ  ในประเทศสหรัฐอเมริกา ธอนไดค์ และ ลอจ (Thorndike & Lorge, 1944) ได้จัดให้มีการนับอัตราปรากฎของคำอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และรวบรวมเป็นบัญชีอัตราปรากฎของคำอังกฤษต่าง ๆ ในหสังสือชื่อ “The teacher’s wordbook of 30,000 words” ในประเทศได้มีการนับอัตราการปรากฎของคำไทยเช่นกัน กรมวิชาการของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2509) ได้จัดให้มีการสำรวจความถี่ของคำต่าง ๆ ที่ใช้กัน และรวบรวมเป็นบัญชีความถี่ของคำไทยในเอกสารชื่อ “ รายงานการสำรวจประมวลคำ, ตอนที่ 3”

          ฮาวส์ และ โซโลมอน (Howes & Solomon, 1951) ได้เลือกเอาคำต่าง ๆ ที่มีอัตราปรากฎมากน้อยต่างกันจากบัญชีอัตราปรากฎคำของ ธอนไดค์และลอจ มาฉายในเครื่องที-สโคป ให้ผู้รับการทดลองดู ปรากฎว่า เมื่อคำที่ฉายให้ดูเป็นคำที่มีอัตราปรากฎยิ่งต่ำ ช่วงเวลาที่ต้องฉายให้ดูจนผู้ดูบอกได้ว่าเป็นคำอะไรก็ต้องยิ่งนานขึ้น  คำที่มีอัตราปรากฎ 1,000 ครั้งต่อล้านครั้ง ต้องฉายนานประมาณ 100 มิลลิวินาที 10ครั้งต่อล้านครั้ง ประมาณ 200 มิลลิวินาที และ 0.1 ครั้งต่อล้านครั้ง ประมาณ 300 มิลลิวินาที แสดงว่าคนเราอ่านคำที่มีอัตราปรากฎสูงได้เร็วและอ่านคำที่มีอัตราปรากฏต่ำได้ช้า

          ในการทดลองอีกคราวหนึ่งในปีต่อมา โซโลมอนและโพสต์แมน (Solomon & Postman, 1952) ให้ผู้รับการทดลองชาวอเมริกันอ่านออกเสียงคำเตอร์กีจากบัตรคำชุดหนึ่ง คำเตอร์กีบางคำ (ค่าเดียว) ปรากฎในบัตรถึง 26 ใบ บางคำ 10 ใบ บางคำ 5 ใบ บางคำ 2 ใบ บางคำก็เพียง 1 ใบ เสร็จแลัว  โซโลมอนและ โพสต์แมนก็ฉายคำต่าง ๆ เหล่านี้ในเครื่องฉายที-สโคปให้ผู้รับการทดลองดู ผลก็ปรากฎเช่นเดียวกับการทดลองในปี 1951 กล่าวคือ เมื่อคำเตอร์กีที่ฉายให้ดูเป็นคำที่มีอัตราปรากฎยิ่งต่ำ ช่วงเวลาที่ต้องฉายให้ดูจนผู้ดูบอกว่าเป็นคำอะไรก็ต้องยิ่งนานขึ้น

          ในการทดลองทั้งสองคราวที่กล่าวข้างต้น ช่วงเวลาที่ใช้ในการฏายจนผู้ดูบอกว่าได้คำที่ฉายคืออะไร (เรียนสั้น ๆ กันว่า  VDT ซึ่งย่อมาจาก Visual Duration Threshold) สัมพันธ์เป็นเชิงเส้นตรงกับลอกการิทึม (Logarithm) ของอัตราปรากฎคำ ผลของการทดลองทั่งคู่นี้ชี้ให้เห็นอย่างแข็งขันว่า คำที่มีอัตราปรากฎสูงอ่านได้เร็วกว่าคำที่มีอัตราปรากฎต่ำ

          การนับอัตราปรากฎของตัวอักษรก็มีทำกันในทำนองเดียวกันกับอัตราปรากฎของคำ ในการวิจัยเรื่อง “ระบบการวางแป้นอักษรพิมพ์ดีดไทย” สภาวิจัยแห่งชาติประเทศไทย (พ.ศ. 2508) ได้แดสงตารางความถี่ของตัวอักษรไทยต่าง ๆ ในการพิมพ์ดีดตัวอักษร 50,000 ตัว ที่สุ่มมาจากเอกสารต่าง ๆ ธีระ  อาชวเมธี (พ.ศ. 2519) ได้ทำการทดลองโดยฉายอักษรไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งประกอบด้วยอักษร 8 ตัว ล้อมรอบอักษรตัวกลาง 1 ตัว ให้ผู้รับการทดลองดูด้วยเวลาเพียง 40 มิลลิวินาที ในเครื่องฉายที-สโคป พบว่า เมื่ออักษรตัวกลางเป็นตัวอักษรที่มีอัตราปรากฎสูงผู้รับการทดลองรายงานตัวอักษรที่อยู่ล้อมรอบได้ถูกต้องมากกว่าเมื่ออักษรตัวกลางเป็นตัวอักษรที่มีอัตราปรากฎต่ำอย่างมีนัย

สำคัญทางสถิติ ซึ่งเป็นการแสดงทางอ้อมว่าผู้รับการทดลองใช้เวลาในการรับรู้ตัวอักษรที่มีอัตราปรากฏสูง น้อยกว่า ตัวที่มีอัตราปรากฎต่ำ  ผลการทดลองนี้เป็นไปในแนวเดียวกับผลการทดลองของ ฮาวส์และ โซโลมอน กับ โซโลมอนและโพสต์แมนที่กล่าวข้างต้น

 

ความยาวของคำกับความเร็วในการอ่าน

          แมคกินนีส์ (McGinnies, 1952) ฉายคำยาวสั้นต่างกันให้ผู้รับการทดลองดูในเครื่องฉายที-สโคป พบว่า  VDT (Visual Duration Threshold) ของคำที่ยาวกว่าสูงกว่า VDT ของคำที่สั้นกว่า และพบอีกว่าปรากฎการณ์นี้จะพบเด่นชัดมากในระหว่างคำที่มีอัตราปรากฎต่ำด้วยกัน

          สจ๊วต เจมส์ และ กัฟ (Steward, James & Gough, 1969) ฉายคำที่มีความยาวต่าง ๆ กัน (ตั้งแต่ตำ 3 ตัวอักษร ถึงคำ 10 ตัวอักษร) ให้ผู้รับการทดลองดู ผู้รับการทดลองอ่านออกเสียงคำที่ฉายให้ดูกรอกเข้าไปในไมโครโฟน (เรียกกันว่า voice key) ซึ่งต่อเข้ากับนาฬิกาจับเวลาอิเล็คโตรนิคส์อานุภาพสูง (จับเวลาได้เป็น 1/1000 วินาที) เมื่อคำปรากฎบนจอนาฬิกาเริ่มเดิน และเมื่อเสียงผ่านเข้าไปใน voice key นาฬิกาจะหยุดเดิน ช่วงเวลาที่จับได้เรียกว่า VRL (Visual Recogition Latency) ผลการทดลองปรากฎว่า VRL เพิ่มขึ้นจาก 615 มิลลิวินาทีสำหรับคำ 3 ตัวอักษรจนถึง 693 มิลลิวินาทีสำหรับคำ 10 ตัวอักษร

          ในการทดลองอีกคราวหนึ่ง กัฟและสจ๊วต (Gough & Steward, 1970) วัดว่าผู้รับการทดลองใช้เวลานานเท่าไรในการตัดสินใจว่า ตัวอักษรหลายตัวที่เรียงกันบนจอเป็น “คำ” หรือไม่ พบว่า คำ 4 ตัวอักษร ได้รับการตัดสินใจว่าเป็น “คำ” เร็วกว่าคำ 6 ตัวอักษร ประมาณ 35 มิลลิวินาที

          การทดลองของแมคกินนีส์กับของกัฟและพวก ต่างชี้ให้เห็นว่า ผู้อ่าน “อ่าน” หรือ “ เข้าใจ” คำที่สั้นกว่าได้เร็วกว่าคำที่ยาวกว่า

ช่องว่างระหว่างคำกับความเร็วในการอ่าน

          กมล สุดประเสริฐ (พ.ศ. 2504) ให้ผู้รับการทดลอง (นักเรียนชั่นประถมปีที่ 4) อ่านบทความภาษาไทย พบว่า ผู้รับการทดลองอ่านบทความที่คำอยู่ติดกันได้เร็วและเข้าใจได้ดีกว่าบทความที่เว้นช่องว่างระหว่างคำ อย่างไรก็ตาม ธีระ  อาชวเมธี (พ.ศ. 2517) ให้ผู้รับการทดลอง (นิสิตมหาวิทยาลัย) อ่านประโยคภาษาไทยในเครื่องฉายที-สโคป ประโยคมีทั้งที่เว้นช่องว่างระหว่างคำ กับที่ไม่ได้เว้นช่องว่าระหว่างคำ  แต่ผลกับปรากฎว่าการเว้นหรือไม่เว้นช่องว่างระหว่างคำไม่ทำให้การรับรู้ประโยคเร็วช้าต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลของช่องว่างระหว่างคำต่อความเร็วในการอ่านภาษาไทยจึงดูยังคลุมเคลืออยู่