จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ทำให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในด้านการจัดกระบวนการเรียนการสอนของครู และส่งเสริมสนับสนุนให้ครูจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาของครูในกรณีที่นักเรียนบางส่วนมีปัญหาทางด้านการเรียนหรือไม่สามารถอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ ได้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ก็ตาม ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาของครูได้ โรงเรียนพระแม่มารีประจวบคีรีขันธ์ จึงนำเสนอตัวอย่างงานวิจัยดังต่อไปนี้ และหวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ

โครงการพัฒนาความสามารถในการอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

1. ปัญหา นักเรียนอ่านหนังสือภาษาไทยไม่ได้

  1. ลักษณะ/อาการ
    1. ไม่รู้จักพยัญชนะและสระ
    2. อ่านไม่ได้เลย
  2. นวัตกรรม
    1. หนังสืออ่านเสริมประกอบการเรียน
    2. สมุดแบบฝึกหัดคัดและอ่าน
  3. วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม

    เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สามารถอ่านหนังสือภาษาไทยได้ถูกต้อง

  4. ลักษณะและส่วนประกอบของนวัตกรรม
    1. หนังสืออ่านเสริมประกอบบทเรียน
    2. สมุดแบบฝึกหัดคัดและอ่าน
  5. หลักการและแนวคิด
    1. ใช้ทฤษฏีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ กฎการฝึกหัด คือ การฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เกิดทักษะ
  6. วิธีดำเนินการ

7.1 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 40 คน

    1. ตัวแปรที่ศึกษา

7.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ หนังสืออ่านเสริมประกอบบทเรียน และสมุดแบบฝึกหัดคัดและอ่าน

7.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการอ่าน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

7.3 วิธีการนำไปใช้ ได้แก่ ใช้ฝึกในเวลาปกติ โดยมีการทดสอบความวัดความสามารถในการอ่านเป็น

ระยะ ๆ

7.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล

7.4.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ คะแนนความสามารถในการอ่าน

7.4.2 วิธีการ ได้แก่ ใช้วิธีการสอบอ่าน

7.4.3 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ สมุดแบบฝึกหัดโดยให้คัดและฝึกอ่าน

    1. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

      วิเคราะห์คะแนนความก้าวหน้า ในการอ่านของนักเรียนเป็นรายบุคคล

    2. สถิติที่ใช้
    3. เกณฑ์คุณภาพ/ ความสำเร็จ

คะแนนความก้าวหน้าในการอ่านดีขึ้น

รายงานโครงการพัฒนาความสามารถในการอ่าน (ภาษาไทย)

ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

1. ปัญหา นักเรียนอ่านหนังสือภาษาไทยไม่ได้

2. วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

3. หลักการและแนวคิด ใช้ทฤษฏีการเรียนรู้ของชอร์นไดด์ กฎการฝึกหัด คือการฝึกบ่อย ๆ จะทำให้เกิดทักษะ

  1. วิธีดำเนินการ
    1. กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที 1 ปีการศึกษา 2544 จำนวน 40 คน
    2. ตัวแปรที่ศึกษา
      1. ตัวแปรต้น ได้แก่ หนังสืออ่านเสริมบทเรียน สมุดแบบฝึกหัดคัดและอ่าน
      2. ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
    3. เครื่องมือที่ใช้
      1. หนังสืออ่านเสริมบทเรียน
      2. สมุดแบบฝึกหัดคัดและอ่าน
    4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

      ทดสอบความสามารถในการทุกครั้ง เมื่อให้คัดและอ่าน

    5. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

    วิเคราะห์คะแนนความก้าวหน้าในการอ่านของนักเรียนเป็นรายบุคคล

  2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

    ภายหลังการใช้นวัตกรรมฝึกการอ่านปรากฎผลดังนี้

    - นักเรียนที่มีคะแนนเพิ่มขึ้น จำนวน 23 คน

    - นักเรียนที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นแล้วลดลง จำนวน 7 คน

    - นักเรียนที่คะแนนคงที่ จำนวน 6 คน

    - นักเรียนที่มีคะแนนลดลง จำนวน 4 คน

  3. สรุปและอภิปรายผล

จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลสรุปได้ดังนี้

กรณีที่ 1 นักเรียนมีความสนใจในการแข่งขันกัน แต่มีความสามารถในการจำน้อย

กรณีที่ 2 นักเรียนไม่ให้ความสนใจการแข่งขันในการอ่าน

  1. ข้อเสนอแนะ ควรเพิ่มแรงจูงใจในการฝึกของนักเรียนให้มากขึ้น โดยการเสริมแรงและปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้มีความน่าสนใจสนุกสนานมากขึ้น เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย

นางโสภิดา ปานประเสริฐ

ผู้เขียนและรายงานการวิจัย

************************

โครงการสมุดภาพคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

1. ปัญหา นักเรียนอ่านเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้

  1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

    วิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่นักเรียนเพิ่งจะเริ่มเรียนและได้ฝึก ฟัง พูด อ่าน เขียน ในชั่วโมงเรียนที่โรงเรียนเท่านั้น พอกลับไปบ้านโอกาสใช้มีน้อยหรือไม่มีโอกาสใช้เลย ทั้งยังมีความแตกต่างจากภาษาไทยด้านการออกเสียงและการเขียน อีกด้วย สภาพแวดล้อมของนักเรียนไม่เอื้อต่อการเรียนภาษาอังกฤษมากนักทำให้ผลการเรียนในวิชาภาษาอังกฤษต่ำมาก จึงคิดจัดทำโครงการสมุดคำศัพท์ภาษาอังกฤษขึ้น โดยการสะสมภาพและคำศัพท์ที่อ่านให้มากที่สุด

  2. อาการ/ลักษณะของปัญหา
  1. นวัตกรรม / วิธีการนำไปใช้ในการแก้ปัญหา
  1. วัตถุประสงค์
  1. วิธีการดำเนินการวิจัย
    1. ขั้นตอนการพัฒนาและการทดลองใช้นวัตกรรม
      1. การพัฒนานวัตกรรม
      2. การพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูล
    2. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

1. ประชากรกลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมปีที่ 2 จำนวน 67 คน

    1. ตัวแปรที่ศึกษา

ตัวแปรต้นคือ เทคนิคการสอนที่ใช้ หรือ ส มุดภาพคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

ตัวแปรตาม คือ 1. ความสนใจการเรียนภาษาอังกฤษ

    1. ผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังสอบ

3. วิธีการนำไปใช้ นำไปใช้สอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 และทดสอบภาคเรียนละ 2 ครั้ง

4. วิธีการเก็บข้อมูล

4.1 ข้อมูลที่จัดเก็บได้แก่ คะแนนผลการเรียน พฤติกรรมที่แสดงออกขณะที่เรียน

4.2 วิธีการจัดเก็บได้แก่ การทดสอบกลางภาคเรียนและปลายภาคเรียน การสังเกตทุกครั้งที่เรียน

4.3 เครื่องมือที่ใช้ แบบทดสอบ แบบสังเกตพฤติกรรม

5. การวิเคราะห์ข้อมูล คะแนนจากแบบทดสอบนำไปหาค่าร้อยละ

6. สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การแจกแจงความถี่

7. เกณฑ์คุณภาพ / ความสำเร็จ

- พฤติกรรมที่แสดงความไม่สนใจลดลง

- พฤติกรรมที่แสดงความสนใจเพิ่มขึ้น

- มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเฉลี่ยร้อยละ 60

รายงานโครงการสมุดภาพคำศัพท์ภาษาอังกฤษ

1. ปัญหา นักเรียนอ่านเขียนภาษาอังกฤษไม่ได้

  1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

    วิชาภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่นักเรียนเพิ่งจะเริ่มเรียนและได้ฝึก ฟัง พูด อ่าน เขียน ในชั่วโมงเรียนที่โรงเรียนเท่านั้น พอกลับไปบ้านโอกาสใช้มีน้อยหรือไม่มีโอกาสใช้เลย ทั้งยังมีความแตกต่างจากภาษาไทยด้านการออกเสียงและการเขียน อีกด้วย สภาพแวดล้อมของนักเรียนไม่เอื้อต่อการเรียนภาษาอังกฤษมากนักทำให้ผลการเรียนในวิชาภาษาอังกฤษต่ำมาก จึงคิดจัดทำโครงการสมุดคำศัพท์ภาษาอังกฤษขึ้น โดยการสะสมภาพและคำศัพท์ที่อ่านให้มากที่สุด

  2. วัตถุประสงค์
  1. หลักการและแนวคิดในการพัฒนา

    เพื่อให้นักเรียนเรียนวิชาภาษาอังกฤษอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  2. วิธีการวิจัย

    5.1 ประชากรกลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 67 คน

    1. ตัวแปรที่ศึกษา

      ตัวแปรต้น คือ เทคนิคการสอนแบบบูรณาการ

      ตัวแปรตาม คือ ความสนใจเรียนวิชาภาษาอังกฤษและผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษหลังสอบ

    2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

      นวัตกรรมที่ใช้ได้แก่ สมุดสะสมแสตมป์ และอัลบั้มภาพ

      เครื่องมือการวัดผลได้แก่ แบบทดสอบ

    3. วิธีการสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ

    นวัตกรรม คิดขึ้นเองจากแนวคิดการสะสมแสตมป์ และการเก็บรูปภาพ

    เครื่องมือวัดผล แบบทดสอบกลางภาคและปลายภาคเรียน

    5.5 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การทดสอบ

    5.6 วิธีวิเคราะห์ข้อมูล คะแนนสอบกลางภาคและปลายภาคเรียนนำไปหาค่าร้อยละ

    5.7 สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การแจกแจงความถี่

  3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

    จากการเปรียบเทียบคะแนนร้อยละของนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 และ 2 ผลปรากฎว่าคะแนนร้อยละของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในภาคเรียนที่ 2 ดีกว่าภาคเรียนที่ 1

  4. สรุป และอภิปรายผล

    สรุปผล เริ่มต้นจากการสังเกตพบว่านักเรียนชอบการวาดรูป ระบายสี การตัดปะรูปภาพต่าง ๆ จึงให้นัก

    เรียนทำงานที่ชอบ แนะนำให้เขาวาดรูปสิ่งต่าง ๆ ที่รู้จักใกล้ ๆ ตัวก่อน กระตุ้นให้นักเรียนเกิดความอยากรู้มาก

    ขึ้นว่าสิ่งที่วาดนั้นเรียกชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร และสะกดอย่างไร สอนให้เขาพูดตามบ้าง หาคำศัพท์

    เองบ้าง จากเพื่อน ๆ หรือสมุดคำศัพท์บ้าง พูดชมเชยนักเรียนที่สะสมรูปภาพคำศัพท์ได้มาก ๆ หลังจากสอบ

    กลางภาคแล้ว นักเรียนมีผลการเรียนภาษาอังกฤษดีขึ้นเล็กน้อย พยายามให้นักเรียนทำสมุดภาพคำศัพท์ต่อไป

    จนจบภาคเรียนที่ 2 แล้วนำมาเย็บเล่มเป็นสมุดภาพคำศัพท์ฝีมือของตน

    อภิปรายผล จากการทดลองครั้งนี้ ทำให้ผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่

    2 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 60 ตามเกณฑ์ที่ได้วางไว้

  5. ข้อเสนอแนะการนำไปใช้

นางธมกร ศรีณรงค์

ผู้เขียน และ รายงานการวิจัย

************************

โครงการสร้างความเข้มแข็งภายในกลุ่ม

1. ปัญหา นักเรียนขาดความรับผิดชอบ

  1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

    โรงเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนในด้านคุณธรรมจริยธรรมและเน้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ ความสามัคคี ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน แต่ในสภาพปัจจุบันนักเรียนขาดความรับผิดชอบ ในการทำงานและส่งงานจีงทำให้เป็นอุปสรรค์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนั้นทางโรงเรียนจึงส่งเสริมให้ครูใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลายและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

  2. อาการ/ลักษณะของปัญหา

4. นวัตกรรม/วิธีการสอนที่นำมาใช้แก้ปัญหา

5. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

6. วิธีดำเนินการวิจัย

    1. ขั้นตอนการพัฒนาและทดลองใช้นวัตกรรม
      1. การพัฒนานวัตกรรม

        - การสอนแบบอภิปรายกลุ่ม

      2. การพัฒนาเครื่องมือเก็บข้อมูล

      - แบบสังเกตการทำงานกลุ่ม / บุคคล

      - ผลงาน

    2. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย
    1. กลุ่มประชากรเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้น ม. 1 จำนวน 5 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544
    2. ตัวแปรที่ศึกษา

      2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ เทคนิคการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม

      2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน , ผลงาน

    3. วิธีการนำไปใช้
      1. นำนวัตกรรมไปใช้สอนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544
      2. ใช้แบบสังเกตพฤติกรรม
    4. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูล

4.1 ข้อมูลที่จัดเก็บได้แก่ ผลงาน พฤติกรรมนักเรียน

    1. วิธีจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ จดบันทึกสถิติการส่งงานทุกครั้งตลอด 1 ภาคเรียน/สังเกตพฤติกรรม
    2. เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบบันทึกสถิติการส่งงาน แบบสังเกตพฤติกรรมขณะเรียนและทำ กิจกรรม

5. การวิเคราะห์ข้อมูลทำอย่างไร

พฤติกรรมจากแบบสถิติการส่งงานนำไป

6. สถิติที่ใช้มีอะไรบ้าง

7. เกณฑ์คุณภาพ/ ความสำเร็จ

- ผู้เรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้น

- ผู้เรียนมีผลงานเป็นที่น่าพอใจ

รายงานโครงการสร้างความเข้มแข็งภายในกลุ่ม

1. ปัญหา นักเรียนขาดความรับผิดชอบ

  1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

โรงเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาผู้เรียนในด้านคุณธรรมจริยธรรมและเน้นให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ ความสามัคคี ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน แต่ในสภาพปัจจุบันนักเรียนขาดความรับผิดชอบ ในการทำงานและส่งงานจีงทำให้เป็นอุปสรรค์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนั้นทางโรงเรียนจึงส่งเสริมให้ครูใช้เทคนิคการสอนที่หลากหลายและเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

3. วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ

4. หลักการและแนวคิดในการพัฒนา

เพื่อให้นักเรียนมีความรับผิดชอบในการทำงานและส่งงานมากขึ้น จึงได้นำเทคนิคการสอนมาใช้คือ เทคนิคการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนมีความสนใจทำงานและส่งงานมากขึ้น

  1. วิธีการวิจัย

    5.1 ประชากรกลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้น ม. 1 จำนวน 5 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544

    1. ตัวแปรที่ศึกษา

      - ตัวแปรต้น ได้แก่ เทคนิคการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม

      - ตัวแปรตาม ได้แก่ พฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียน , ผลงาน

    2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

      - นวัตกรรม ได้แก่ เทคนิคการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม

      - เครื่องมือการวัดผล ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรม

    3. วิธีการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ

      - ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างงานนวัตกรรม

      - ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างเครื่องมือวัดผล

    4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

      - ข้อมูลที่จัดเก็บได้ ได้แก่ ผลงาน พฤติกรรมของนักเรียน

      - วิธีจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ จดบันทึกสถิติการส่งงานทุกครั้งตลอด 1 ภาคเรียน โดยการสังเกตพฤติกรรม

      - เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกสถิติการส่งงาน แบบสังเกตพฤติกรรม ขณะเรียนและทำกิจกรรม

    5. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

      - พฤติกรรมจากแบบสถิติการส่งงานนำไป

      - แจกแจงความถี่

      - หาค่าร้อยละ

    6. สถิติที่ใช้

- การแจกแจงความถี่

- ร้อยละ

5.8 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล นักเรียนมีความรับผิดชอบมากขึ้นคิดเป็นร้อยละ 80 คน

6. สรุปและอภิปรายผล

- สรุปผล จากปัญหานักเรียนขาดความรับผิดชอบในการทำงานและส่งงาน ของนักเรียน จำนวน 5 คน สรุปได้ว่าวิธีการสอนแบบอภิปรายกลุ่ม โดยให้นักเรียนเป็นผู้คิดเอง ทำเอง และนำเสนอเอ นักเรียนได้มีการพัฒนาตนเอง จึงทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการทำงานและส่งงานดีขึ้น

- อภิปรายผล จากจำนวนนักเรียน 5 คน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการทำงานและส่งงานมากขึ้น ผ่านเกณฑ์ที่คาดไว้จำนวน 4 คน จึงคิดเป็นร้อยละ 80 % และอีก 1 คน ยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่วางไว้คิดเป็น 20 %

7. ข้อเสนอแนะการนำไปใช้

ควรมีการเปลี่ยนแปลงเทคนิคการสอนแบบอภิปรายกลุ่มให้มีความเหมาะสมกับผู้เรียน

 

นายพิสิทธิ์ อินหอม

ผู้เขียน และ รายงานการวิจัย

*****************************************

โครงการ นักเรียนขาดทักษะในการคิดคำนวณ

1. ปัญหา นักเรียนทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ต่ำ

  1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

    จากการตรวจสอบวิชาคณิตศาสตร์ พบว่านักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ คือร้อยละ 63 จากเกณฑ์ที่

    ตั้งไว้ร้อยละ 75 เมื่อตรวจลึกลงไปอีกพบว่าข้อสอบมี 3 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 ทักษะ ฉบับที่ 2 ความเข้าใจ

    ฉบับที่ 3 โจทย์ปัญหา ข้อสอบที่นักเรียนได้คะแนนต่ำที่สุดคือ ฉบับที่ 1 ทักษะ แสดงให้เห็นว่านักเรียน

    ขาดทักษะด้านการคิดคำนวณ

  2. อาการ / ลักษณะของปัญหา
    1. ขาดทักษะในการคิดคำนวณ
    2. นักเรียนขาดทักษะในการท่องสูตรคูณ
    3. ขาดความรู้ความเข้าใจ
  3. นวัตกรรม/วิธีการที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา

1. ใช้เทคนิคการหาคำตอบอย่างง่าย ใช้ใบงาน แถบประโยค เพื่อนช่วยเพื่อน

  1. ให้ฝึกเขียนสูตรคูณ ทำแผ่นสูตรคูณ
  2. ชุดฝึกปฏิบัติ เช่นใบงาน ใบกิจกรรม

5. วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม

  1. เพื่อให้ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น
  2. เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะในการคิดคำนวณ และได้ฝึกปฏิบัติจริง

6. วิธีดำเนินการวิจัย

    1. ขั้นตอนการพัฒนาและทดลองการใช้นวัตกรรม
      1. การพัฒนานวัตกรรม

        การวิจัยในครั้งนี้ ได้นำเทคนิคการหาคำตอบอย่างง่าย เพื่อนช่วยเพื่อน แข่งขันหาคำ

        ตอบฝึกคิดเลขเร็ว และยังมีใบงานเพื่อให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงและมีส่วนร่วม

      2. ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย
    1. ประชากรหรือกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2544
    2. ตัวแปรที่ศึกษา

      2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ เทคนิคการคิดคำนวณอย่างง่าย

      1. ตัวแปรตาม ได้แก่

      - คะแนนจากการทดสอบ

      - ทักษะการคิดคำนวณ

      - ความสนใจในการเรียนคณิตศาสตร์

    3. วิธีการนำไปใช้
      1. นำนวัตกรรม คือ เทคนิคการคิดคำนวณอย่างง่ายไปใช้สอนนักเรียน
      2. ใช้แบบทดสอบ ทำการสอบเมื่อจบบทเรียน และเมื่อสิ้นภาคเรียน
      3. ใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนทุกครั้งที่สอน และจดบันทึก

4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

4.1 ข้อมูลที่เก็บได้แก่

- คะแนนผลการเรียนเมื่อจบบทเรียน

- พฤติกรรมที่แสดงออกในขณะที่เรียนและปฏิบัติกิจกรรม

      1. วิธีการเก็บข้อมูล

- การทดสอบ 2 ครั้ง ต่อ 1 ภาคเรียน

- การสังเกตพฤติกรรมทุกครั้งขณะที่สอน

4.3 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่

- แบบทดสอบ

- แบบบันทึกการสังเกต

รายงานโครงการศึกษานักเรียนที่ขาดทักษะด้านการคิดคำนวณ

1. ปัญหา นักเรียนทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ต่ำกว่าเกณฑ์

2. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

จากการที่นักเรียนขาดทักษะในการคิดคำนวณจึงมีผลเสียตามมาคือทำให้คะแนนวิชาคณิตศาสตร์ต่ำและทำ

ให้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ครูจึงได้นำเทคนิคการคิดคำนวณอย่างง่ายมาใช้ในการเรียนการสอน

และได้ให้นักเรียนฝึกปฏิบัติจริงเพื่อนักเรียนจะได้เกิดทักษะในการคิดคำนวณ และมีผลทำให้คะแนนวิชา

คณิตศาสตร์สูงขึ้น

3. วัตถุประสงค์

    1. เพื่อให้นักเรียนมีผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น
    2. เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะในการคิดคำนวณ จากการฝึกปฏิบัติจริง

4. หลักการและแนวคิดในการพัฒนา

    1. เพื่อให้นักเรียนมีผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์สูงขึ้น จึงได้นำเทคนิคการสอนมาใช้คือ เทคนิคการคิดคำนวณอย่างง่าย การฝึกเขียนโจทย์ เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อส่งผลให้นักเรียนเกิดทักษะในการคิดคำนวณและผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์จะได้สูงขึ้น
  1. วิธีการวิจัย

5.1 ประชากรหรือกลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 30 คน

    1. ตัวแปรที่ศึกษา

      ตัวแปรต้น เทคนิคการคิดคำนวณอย่างง่าย

      ตัวแปรตาม คะแนนจากการทดสอบ

      สังเกตพฤติกรรมที่แสดงออก

    2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

      นวัตกรรม เทคนิคการคิดคำนวณอย่างง่าย

      เครื่องมือ ได้แก่ แบบทดสอบ แบบสังเกตพฤติกรรม

    3. วิธีการสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ

      เครื่องมือการวัดผลสร้างจากแบบฝึกหัดจากหนังสือโดยการนำโจทย์ง่าย ๆ มาให้นักเรียนฝึกคิดคำนวณในคาบสอน ในช่วงพักกลางวัน โดยเรียงความยากง่ายให้เหมาะสมกับผู้เรียน

    4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

      - สังเกตจากการสอนทุกครั้ง

      - ทดสอบสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

    5. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล

      - หาค่าเฉลี่ย

    6. สถิติการใช้

- หาค่าเฉลี่ย

  1. ผลการวิเคราะห์
  • นักเรียนมีผลการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 75
  • นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 30 คน มีผลการเรียนสูงขึ้น
  1. สรุปและอภิปรายผล

    สรุปผลจากการนำเทคนิคการสอนโดยการใช้เทคนิคการคิดคำนวณอย่างง่ายไปใช้ในคาบสอน เป็น เวลา 3

    เดือน จากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนผลปรากฎว่านักเรียนร้อยละ 80 เกิดทักษะในการคิดคำนวณและ

    สามารถทำคะแนน แบบทดสอบฉบับที่ 1 ได้สูงขึ้น

  2. ข้อเสนอแนะและการนำไปใช้
  1. ควรมีบัตรโจทย์ที่หลากหลาย และมีจำนวนพอเหมาะกับกับจำนวนนักเรียนทุกคนจะได้ฝึกปฏิบัติจริง
  2. ควรมีการจัดกิจกรรมฝึกคิดเลขเร็วก่อนที่จะมีการเรียนการสอนในทุกคาบ

นางสาวชอ้อน ศรีวิมล

ผู้เขียน และ รายงานการวิจัย

**************************

โครงการศึกษาทักษะการอ่านหนังสือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โดยใช้การสอนแบบร่วมมือและการใช้แบบฝึกการอ่านจากง่ายไปหายาก

1. ปัญหา นักเรียนอ่านหนังสือไม่ได้

2. ความเป็นมา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เน้นให้ทุกคนมีทักษะในการอ่าน การเขียน โรงเรียน

จึงมีนโยบายในการพัฒนาวิชาการทุกด้าน โดยเฉพาะให้นักเรียนสามารถอ่านภาษไทยได้ถูกต้องต้อง เพื่อเป็น

พื้นฐานในการเรียนวิชาอื่น จากการตรวจสอบพบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ยังอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่ง

แสดงว่านักเรียนไม่มีทักษะในการอ่านและไม่มีนิสัยรักการอ่าน อันเป็นปัญหาต่อการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ

หากยังไม่ได้รับการพัฒนา ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาการอ่านของนักเรียนให้สามารถอ่านหนังสือ

ออกเขียนหนังสือได้ และมีนิสัยรักการอ่าน

3. อาการ / ลักษณะปัญหา

    1. นักเรียนขาดทักษะในการอ่าน
    2. นักเรียนขาดความสนใจในการเรียน
    3. นักเรียนไม่เห็นความสำคัญของการอ่านหนังสือ

4. นวัตกรรม / วิธีการที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหา

4.1 สื่อการสอน เช่น บัตรพยัญชนะ บัตรคำ แบบฝึกอ่านประสมคำ

    1. เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ

5. วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม

    1. เพื่อให้นักเรียนอ่านหนังสือได้ถูกต้อง
    2. เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการอ่าน และมีนิสัยรักการอ่าน
  1. วิธีดำเนินการวิจัย
    1. การพัฒนานวัตกรรม
    1. การวิจัยในครั้งนี้ได้นำเทคนิคการสอนแบบร่วมมือ (เป็นทีม) ที่มีผู้สร้างไว้มาศึกษา
    2. เทคนิคการสอนเป็นทีม
    1. ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

1. ประชากรกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีปัญหาการอ่านไม่ออก จำนวน 2 คน

2. ตัวแปรที่ศึกษา

2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การใช้การสอนแบบร่วมมือ (เป็นทีม) และแบบฝึกการอ่าน

2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะในการอ่าน และ นิสัยรักการอ่าน

    1. วิธีการนำไปใช้
      1. ใช้สอนในภาคเรียนที่ 1 / 2544
      2. ใช้แบบทดสอบ 1 ครั้ง เมื่อสิ้นภาคเรียน
      3. ใช้แบบสังเกตพฤติกรรม
    2. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

      4.1 ข้อมูลที่จัดเก็บ คะแนนก่อนเรียน – หลังเรียน

      4.2 วิธีการจัดเก็บ แบบประเมินการอ่าน

      4.3 เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบการฝึกอ่าน

    3. การวิเคราะห์ข้อมูล
      1. หาค่าเฉลี่ย (คะแนนจากแบบทดสอบการอ่านและแบบสังเกตพฤติกรรมการอ่าน)
    4. สถิติที่ใช้
      1. หาค่าเฉลี่ยร้อยละ
    5. เกณฑ์คุณภาพ/ความสำเร็จ
      1. นักเรียนอ่านหนังสือได้ ร้อยละ 50 มีทักษะในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่าน

รายงานโครงการศึกษาทักษะการอ่านหนังสือของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

โดยการสอนแบบร่วมมือและการใช้แบบฝึกการอ่าน

1. ปัญหา นักเรียนอ่านหนังสือไม่ได้

2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

  1. เพื่อให้นักเรียนอ่านหนังสือได้
  2. เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการอ่าน และมีนิสัยรักการอ่าน

3. วิธีการวิจัย

  1. กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 2 คน
  2. วิธีการหรือนวัตกรรมที่ใช้ ใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ แบบฝึกหัดการอ่านจากบัตรพยัญชนะ มีการนำความสามารถของนักเรียนแต่ละคน เสริมแรงทันทีที่นักเรียนทำกิจกรรมได้ถูกต้องระหว่างการเรียนการสอน เช่น ให้คำชมเชย พูดให้กำลังใจเมื่อทำแบบทดสอบผิด
  3. วิธีการรวบรวมข้อมูล
    1. บันทึกพฤติกรรมของนักเรียน และใช้แบบสำรวจพฤติกรรม
    2. วัดผลสัมฤทธิ์ด้านการเรียน
  4. วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
    1. วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนจากแบบสังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ในระดับที่หน้าพอใจ
    2. เปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากการทดสอบ การแสดงคะแนนก่อน-หลัง
  5. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
    1. นักเรียนทั้งหมด 2 คน สามารถอ่านหนังสือได้ และมีความตั้งใจในการเรียนมากขึ้น

สรุปและสะท้อนผล นักเรียนทั้ง 2 คน สามารถอ่านหนังสือและสามารถเขียนหนังสือโดยเขียนเป็นคำง่าย ๆ ได้

เข้าใจคำสั่งและปฏิบัติได้

นางสาวทัศนีย์ วิชิตะกุล

ผู้เขียนและรายงานการวิจัย

************************