Fs78.wmf

 

     download.gif

       1. อธิบายถึงคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ด้านต่อไปนี้ได้ คือ ความตรง (Validity) ความเที่ยง (Reliability) ความยาก (Difficulty) และอำนาจจำแนก (Discrimination)
       2. อธิบายถึงวิธีการที่ใช้ในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลในด้านต่อไปนี้ได้คือ ความตรง ความเที่ยง ความยากและอำนาจจำแนก
       3. สามารถเลือกใช้วิธีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลได้โดยใช้โปรแกรม  SIA  (Simple  item  Analysis) และ EXCEL  ได้

 

         

Gclerk.wmf

     ก่อนนำเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย จำเป็นต้องมีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่ามีคุณภาพสูง คุณภาพของเครื่องมือมีหลายประการ ซึ่งที่สำคัญ ๆ มี 4 ประการคือ ความตรง ความเที่ยง ความยาก และอำนาจจำแนก เครื่องมือบางชนิดจำเป็นต้องตรวจสอบคุณภาพทั้ง 4 ประการ เช่น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ส่วนเครื่องมือบางชนิดตรวจสอบคุณภาพเพียง 3 ประการ ได้แก่ แบบสอบถามบางชนิด แบบวัดเจตคติซึ่งต้องตรวจสอบความตรง ความเที่ยงและอำนาจจำแนก และเครื่องมือบางชนิดตรวจสอบคุณภาพเพียง 2 ประเภทได้แก่ แบบสอบถามบางชนิดและแบบสัมภาษณ์ ซึ่งต้อง ตรวจสอบความตรงและความเที่ยง


 dartgame.gif

       ความตรง อาจพิจารณาความหมายในลักษณะที่ใช้ประโยชน์ได้ 3 ประการ คือ (Kerlinger, 1986: 416)
1) ความตรงที่สามารถสร้างความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการกับตัวแปรเฉพาะได้ หมายความว่า ผลของการวัดของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลนั้นสามารถใช้คาดคะเนได้ว่า จะมีการแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งตามต้องการ
2) ความตรงที่มีลักษณะที่เป็นตัวแทนสาระสำคัญที่มีอยู่ในโลกของเรื่องนั้นคือ สาระสำคัญของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่สร้างไว้วัดได้ตรงกับสาระสำคัญของสิ่งที่ตั้งเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่กำหนดไว้
3) ความตรงที่วัดค่าของคุณสมบัติ พฤติกรรมของบุคคลได้กล่าวคือ ผลของการรวบรวม ข้อมูลที่วัดได้จะแสดงลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นคุณสมบัติทางจิตวิทยาของบุคคลนั้น ๆ ได้

        ความตรงของเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลมีหลายชนิดได้แก่
       1.1 ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือ หมายถึง ข้อคำถามหรือข้อความแต่ละข้อ และรวมทุกข้อเป็นเครื่องมือทั้งชุดถามได้ตรงและครอบคลุม เนื้อหาตามที่ต้องการให้วัดหรือไม่ เนื้อหาที่ถามทั้งหมดเป็นตัวแทนของเนื้อหาทั้งหมดที่ต้องการ ให้ถามหรือไม่ ถ้าเครื่องมือรวบรวมข้อมูลฉบับใดถามได้ครบถ้วน ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการ ให้ถาม เนื้อหาที่ถามเป็นตัวแทนของเนื้อหาทั้งหมดที่ต้องการให้ถาม เครื่องมือรวบรวมข้อมูลฉบับนั้นมีความตรงตามเนื้อหาแล้ว การตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลจะกระทำด้วยการวิเคราะห์เชิงเหตุผล อาศัยดุลยพินิจทางวิชาการของผู้เชี่ยวชาญทางเนื้อหาเป็นเกณฑ์ ซึ่งถ้าเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่วัดความรู้หรือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ การพิจารณาของ ผู้เชี่ยวชาญจะอาศัยตารางวิเคราะห์หลักสูตร ซึ่งจะจำแนกสองทางตามเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด ซึ่งโดยทั่วไปเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัดผลสัมฤทธิ์นั้นจะมีแน่นอน ปรากฏตามหลักสูตรทางตำราคู่มือการสอนและวัตถุประสงค์รายวิชา แต่ถ้าเป็นเครื่องมือที่มิใช่วัดผลสัมฤทธิ์ เช่น แบบวัดเจตคติแบบวัดบุคลิกภาพ เนื้อหาที่วัดไม่แน่นอน การตรวจสอบจึงต้องทำตาราง
โครงสร้างของสิ่งที่ต้องการวัด ให้นิยามความหมายกำหนดขอบเขตและองค์ประกอบของเนื้อหาให้ ชัดเจน โดยยึดกรอบแนวคิดใดแนวคิดหนึ่งที่เชื่อถือได้เป็นเกณฑ์ จากนั้นก็ตรวจสอบดูว่าข้อคำถามหรือข้อความแต่ละข้อถามได้ตรง ครอบคลุม ครบถ้วนและเป็นตัวแทนตามแนวคิดที่นำมาเป็นกรอบของการวิจัยเรื่องนั้นหรือไม่ ถ้าครบถ้วนก็ถือว่า เครื่องมือรวบรวมข้อมูลฉบับนั้นมีความตรงตามเนื้อหา
       1.2 ความตรงเชิงโครงสร้างทฤษฎี (Construct Validity) เป็นคุณสมบัติของเครื่องมือ รวบรวมข้อมูล หรือแบบวัดที่สามารถวัดได้ตรงตามทฤษฎี หรือแนวคิดของเรื่องราวนั้น คำว่าโครงสร้างทฤษฎีมีความหมายเชิงนามธรรมที่ใช้อธิบายองค์ประกอบของสิ่งที่จะวัด (trait) ว่ามี
องค์ประกอบอะไรบ้าง เช่น ตามทฤษฎีจิตวิทยาเด็กที่ว่าเด็กนักเรียนที่มีอายุมากกว่าจะมีสติปัญญาดีกว่าเด็กนักเรียนที่มีอายุน้อยกว่า ฉะนั้นเมื่อสร้างเครื่องมือหรือแบบวัดขึ้นโดยให้มีความสัมพันธ์สอดคล้อง กับกรอบแนวคิดหรือโครงสร้างทฤษฎีที่กำหนดแล้วนำเครื่องมือนั้นไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวแล้วพบว่าเป็นจริงตามทฤษฎี ก็แสดงว่าเครื่องมือนั้นก็จะมีความตรงตามโครงสร้างทฤษฎี

    การตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างทฤษฎีทำได้หลายวิธี เช่น
    1. การตรวจเชิงเหตุผล
    2. การตรวจความสอดคล้องภายใน
    3. การตรวจหาความสัมพันธ์กับเกณฑ์ที่มีโครงสร้างเหมือนกัน
    4. การตรวจสอบด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบ
    5. การตรวจสอบด้วยการเทียบกับกลุ่มที่รู้
    6. การตรวจโดยใช้เมตริกซ์ลักษณะหลาก-วิธีหลาย (MTMMM)
     ซึ่งวิธีการตรวจสอบข้อ 2 – 6 จะใช้ได้เฉพาะกับเครื่องมือที่มีรูปแบบคำถามที่สามารถให้เป็นคะแนนได้เท่านั้นเช่น แบบทดสอบ แบบวัดเจตคติ แบบประเมินค่าและแบบสอบถาม
      1.3 ความตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-Related Validity) เป็นการพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลนั้น กับเกณฑ์ภายนอกบางอย่างซึ่งเป็นสภาพความเป็นจริงที่ได้จากการปฏิบัติ แบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย คือ
           1.3.1 ความตรงตามสภาพการณ์ (Concurrent Validity) เป็นความสามารถของเครื่องมือที่วัดได้ตรงกับสภาพความเป็นจริง
           1.3.2 ความตรงเชิงพยากรณ์ (Predictive Validity) เป็นความสามารถของเครื่องมือที่สามารถวัดได้ตรงกับสภาพความเป็นจริงในอนาคต หรือสามารถนำผลการวัดไปพยากรณ์ลักษณะหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ได้ เช่น การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ถ้านักเรียนที่ผ่านการทดสอบด้วยคะแนนสูงแล้ว เมื่อเรียนจบได้คะแนนสูงด้วย แสดงว่าแบบทดสอบคัดเลือกนั้นมี ความตรงเชิงพยากรณ์

     การตรวจสอบความตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ทำได้ดังนี้
     1. การหาสัมประสิทธิ์ความตรง (Validity Coefficient) โดยคำนวณค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์แบบ Pearson Product moment ระหว่างคะแนนจากแบบสอบกับคะแนนจากสภาพจริง ซึ่งเป็นการหาความตรงตามสภาพการณ์ (Concurrent Validity)
     2. สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ Pearson Product moment ระหว่างคะแนนในปัจจุบันกับคะแนนในอนาคต หรือระหว่างคะแนนในอดีตกับคะแนนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการหาความตรง เชิงพยากรณ์ (Predictive Validity)

   golfplayer.gif

           ความเที่ยงที่เกี่ยวกับเครื่องมือรวบรวมข้อมูลทางจิตวิทยาและการศึกษา มีความเกี่ยวข้องกับความตรงและความคลาดเคลื่อนได้ 3 ลักษณะดังนี้ (kerlinger, 1973 : 404)
         1) ความเที่ยงที่เกี่ยวข้องว่าเครื่องมือนั้นใช้วัดแล้ววัดอีกได้ผลเหมือนเดิม
         2) ความเที่ยงที่เกี่ยวข้องว่าเครื่องมือนั้นวัดได้ตรงกับสภาพความเป็นจริงของสิ่งที่ต้องการวัดตามความหมายนั้นตรงกับความถูกต้อง
         3) ความเที่ยงที่เกี่ยวข้องว่าเป็นความคลาดเคลื่อนในการวัดของเครื่องมือวัด

       การตรวจสอบความเที่ยงมีได้หลายแนวทางได้แก่
            2.1 การหาความเที่ยงเชิงความคงที่ (Stability) ทำได้โดยใช้วิธีวัดซ้ำ คือให้ผู้ตอบกลุ่มเดียวทำแบบวัดชุดเดียวกันสองครั้งในเวลาห่างกันพอสมควร แล้วนำคะแนนทั้งสองชุดมาหาความสัมพันธ์กัน ถ้าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าสูงแสดงว่ามีความเที่ยงสูง การวัดความคงที่โดยการวัดซ้ำสามารถใช้ได้กับเครื่องมือวัดที่เป็นแบบทดสอบ แบบสอบถามหรือแบบวัดเจตคติชนิดมาตราส่วนประมาณค่า โดยคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย (Pearson Product moment Correlation Coefficient) ดังนี้

          
              =    ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในที่นี้คือค่าความเที่ยง
               =    จำนวนผู้สอบ
         =   ผลบวกของผลคูณคะแนนครั้งแรกและครั้งที่สองเป็นคู่ ๆ
       =    ผลบวกของคะแนนการสอบครั้งแรก
       =    ผลบวกของคะแนนการสอบครั้งที่สอง
       =    กำลังสองของคะแนนครั้งแรก
      =     กำลังสองของคะแนนครั้งที่สอง

            2.2 การหาความเที่ยงเชิงความเท่าเทียมกัน (Equivalence) ทำได้โดยวิธีใช้แบบทดสอบคู่ขนาน (Parallel-form) ไปทดสอบพร้อมกันหรือเวลาใกล้เคียงกันสองฉบับกับกลุ่มเดียวกันแล้วนำคะแนนทั้งสองชุดมาหาความสัมพันธ์กัน ถ้าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าสูง แสดงว่ามีความเที่ยงสูง คำนวณ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อย่างง่าย (Pearson Product moment Correlation Coefficient) ดังนี้

         
              =    ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในที่นี้คือค่าความเที่ยง
              =    จำนวนผู้สอบ
         =   ผลบวกของผลคูณคะแนนจากแบบสอบชุด X และ Y แต่ละคู่
        =    ผลบวกของคะแนนชุด X
        =    ผลบวกของคะแนนชุด Y
        =    กำลังสองของคะแนน X
       =     กำลังสองของคะแนน Y

       ในที่นี้ X และ Y เป็นแบบสอบที่คู่ขนานกัน


            2.3 การหาความเที่ยงเชิงความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency)
เป็นวิธีที่ใช้การวัดครั้งเดียวและมีวิธีประมาณค่าความเที่ยงได้หลายวิธี คือ
                 2.3.1 วิธีแบ่งครึ่ง (Split-Half Method) วิธีนี้ใช้แบบวัดเพียงฉบับเดียวทำการวัดครั้งเดียว แต่แบ่งตรวจเป็นสองส่วนที่เท่าเทียมกัน เช่น แบ่งเป็นชุดข้อคู่กับข้อคี่ หรือแบ่งครึ่งแรกกับครึ่งหลังทั้งนี้ต้องวางแผนสร้างให้สองส่วนคู่ขนานกันก่อน วิธีวิเคราะห์ค่าความเที่ยงโดยหาค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์อย่างง่ายระหว่างคะแนนทั้งสองครึ่งก่อนดังนี้

         
              =    ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ในที่นี้คือค่าความเที่ยง
              =    จำนวนผู้สอบ
         =   ผลบวกของผลคูณคะแนนแต่ละคู่ X และ Y
        =    ผลบวกของคะแนนชุด X
        =    ผลบวกของคะแนนชุด Y
        =    กำลังสองของคะแนน X
       =     กำลังสองของคะแนน Y

       ในที่นี้กำหนดให้  X  เป็นคะแนนข้อคู่หรือครึ่งแรกแล้วแต่กรณี
                          
Y  เป็นคะแนนข้อคี่หรือครึ่งหลังแล้วแต่กรณี

       ที่ได้เป็น คือ สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนครึ่งฉบับกับอีกครึ่งฉบับแล้วปรับขยายเป็นสหสัมพันธ์ทั้งฉบับด้วยสูตรของ Spearman Brown ดังนี้

                =    

         2.3.2 วิธีของ Kuder-Richardson เป็นวิธีที่ทำการวัดเพียงครั้งเดียวแล้วนำคะแนนมาวิเคราะห์โดยใช้สูตรของ Kuder-Richardson ซึ่งมี 2 สูตรคือ และ ซึ่งสูตร ใช้ได้กับเครื่องมือที่ให้คะแนน 0-1 และต้องทราบผลการตอบรายข้อ ดังนี้

                  =    

           เมื่อ   คือ ค่าประมาณความเที่ยงของเครื่องมือจากสูตร
                     k   คือ จำนวนข้อสอบ
                     pi  คือ ค่าความยากของข้อสอบที่ i
                     qi  คือ 1-pi
                  คือ ค่าความแปรปรวนของคะแนนสอบ

         ส่วนสูตร ใช้ได้กับเครื่องมือที่ให้คะแนนแบบ 0-1 และข้อสอบทุกข้อต้องยาก เท่ากัน หรืออนุโลมให้ใกล้เคียงกัน โดยมีสูตรดังนี้

               =

         เมื่อ คือ ค่าประมาณค่าความเที่ยงของแบบทดสอบทั้งฉบับจากสูตร

                 k    คือ จำนวนข้อสอบ

               คือ ค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบจากแบบทดสอบทั้งฉบับในกลุ่มบุคคลนั้น

               คือ ค่าความแปรปรวนของคะแนนที่ได้จากการสอบ

         วิธีการหาความเที่ยงเชิงความสอดคล้องภายใน โดยคำนวณจากสูตรของ Kuder-Richardson นี้ใช้กับเครื่องมือที่มีการให้คะแนนแบบผิดให้ 0 และถูกให้ 1 ซึ่งสูตร คำนวณสะดวกกว่าสูตร เพราะไม่ต้องหาสัดส่วนของคนทำถูกและคนทำผิดของแต่ละข้อหรือเพราะไม่ต้องทราบผลการตอบรายข้อมีเพียงคะแนนสอบทั้งฉบับของผู้ตอบเท่านั้น
          
          2.3.3 วิธีการหาด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่า (alpha coefficient) ของ Cronbach วิธีนี้เป็นการหาความเที่ยงแบบ ความสอดคล้องภายในเหมือนกับวิธีของ Kuder-Richardson แต่จะใช้ได้กับเครื่องมือที่เป็นแบบอัตนัยหรือมาตราส่วนประมาณค่า ซึ่งไม่ได้
มีการให้คะแนนแบบ 0 - 1 มีสูตรในการคำนวณดังนี้

 

                สูตร         =      

                           =  ค่าความเที่ยงของเครื่องมือ
                            k      =  จำนวนข้อของเครื่องมือ
                            =  ความแปรปรวนของคะแนนแต่ละข้อ
                           =  ความแปรปรวนของคะแนนทั้งฉบับ

       ซึ่งการหาค่าความเที่ยงด้วยสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของ Cronbach จะได้ค่าความเที่ยงเท่ากับการหาด้วยสูตร K-R20 ทุกประการ

          การแปลความหมายของความเที่ยง
        ค่าความเที่ยงที่ประมาณได้ตามวิธีดังกล่าวเป็นสัมประสิทธิ์ของความเที่ยง ซึ่งมีความหมายคล้ายกับค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ กล่าวคือ เมื่อเอาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ยกกำลังสอง () และคูณด้วย 100 ทำเป็นร้อยละจะกลายเป็นค่าสัมประสิทธิ์ของความแปรผันร่วม ซึ่งจะบอกถึงสัดส่วนหรือร้อยละของความแปรผันร่วมกันของตัวแปรสองตัว เช่น = 0.9 ฉะนั้น (0.9)2 x 100 เท่ากับ 81% จะแปลว่าตัวแปร X กับตัวแปร Y มีความแปรผันร่วมกันอยู่ 81% ทำนองเดียวกับค่าสัมประสิทธิ์ของความเที่ยงก็สามารถแปลความหมายได้เช่นกัน ถ้าพบว่าเครื่องมือรวบรวมข้อมูลมีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยง () เท่ากับ 0.9 ก็แสดงว่าเครื่องมือนั้น ใช้วัดครั้งแรกกับวัดครั้งหลัง จะมีความแปรผันร่วมกัน 81% หรือถ้านำเครื่องมือนั้นไปวัดซ้ำอีกครั้งจะได้ผลเหมือนเดิม 81% (Kerlinger , 1986 : 428)


       sun_yellow.gif

      
        
ความยาก คือสัดส่วนที่แสดงว่าข้อสอบนั้นมีคนทำถูกมากหรือน้อย ถ้ามีคนทำถูกมากก็เป็นข้อสอบง่าย ถ้ามีคนทำถูกน้อยก็เป็นข้อสอบยาก การหาค่าความยากเป็นวิธีตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบที่เกี่ยวกับสมรรถภาพของสมอง Cognitive Domain และเป็นแบบทดสอบในระบบอิงกลุ่ม (norm-reference test) มีลักษณะเป็นการวิเคราะห์รายข้อ (Item analysis) ไม่ใช่เป็นการวิเคราะห์ภาพรวมทั้งฉบับ ค่าความยากมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 นิยมเขียนแทนด้วย P

        สูตรคำนวณ หรือ P =   หรือ     P  =
        เมื่อ  P = ดัชนีความยากง่าย         = จำนวนผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง
             R = จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด    = จำนวนผู้ตอบถูกในกลุ่มต่ำ
             N = จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด    n = จำนวนผู้ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ

      ค่าร้อยละหรือสัดส่วนที่คำนวณได้มีความหมายดังนี้

ค่าความยาก
ความหมายระดับความยาก
คุณภาพข้อสอบ
ร้อยละ
สัดส่วน
80-100
60-79
40-59
20–39
0-19
0.8-1.0
0.6-0.79
0.4-0.59
0.2-0.39
0-0.19
ง่ายมาก
ง่าย
ปานกลาง
ยาก
ยากมาก
ไม่ดีต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงใหม่
พอใช้ได้
ดีมาก
พอใช้ได้
ไม่ดีต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงใหม่

        ข้อสอบที่คัดเลือกมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลควรเป็นข้อสอบที่มีความยากปานกลางคือ ประมาณ 0.5 แต่ในทางปฏิบัติมักกำหนดเกณฑ์ระดับความยากของข้อสอบที่จะเลือกไว้ใช้ในช่วง 0.2 – 0.8

      
  p_flowerpot_violet.gif

       อำนาจจำแนก คือความสามารถของเครื่องมือในการจำแนกบุคคล ออกเป็นสองกลุ่มที่ต่างกัน คือกลุ่มเก่ง-กลุ่มอ่อน ในเรื่องที่เป็นสมรรถภาพทางสมอง หรือกลุ่มสูง-กลุ่มต่ำ ในเรื่องที่เป็นความรู้สึกเช่น เจตคติ ความสนใจ การหาค่าอำนาจจำแนกใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ในการวิจัยประเภทแบบทดสอบ แบบสอบถามและแบบวัดเจตคติ มีลักษณะเป็นการวิเคราะห์รายข้อ ค่าอำนาจจำแนกจะมีค่าอยู่ระหว่าง (-1) ถึง (+1) นิยมแทนด้วย r ถ้าเป็นการหาอำนาจจำแนกของแบบทดสอบ จะหาจากสูตรต่อไปนี้ คือ

               r   =  

          เมื่อ r = ดัชนีอำนาจจำแนก    = จำนวนผู้ตอบถูกในกลุ่มสูง
             = จำนวนผู้ตอบถูกในกลุ่มต่ำ  n = จำนวนผู้ตอบทั้งหมดของกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ
        นอกจากนี้การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบยังสามารถใช้สูตร  และ (สหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนข้อนั้น (I) กับคะแนนรวมเมื่อตัดคะแนนข้อนั้นออกไป(X-I) หรือค่า Item Total Correlation )ได้ แต่ถ้าเป็นแบบสอบถามจะใช้การเปรียบเทียบด้วยค่าสถิติ t- test ระหว่างกลุ่มสูง – กลุ่มต่ำ และ ได้

เกณฑ์การพิจารณาค่าอำนาจจำแนก

ค่าอำนาจจำแนก
ความหมายของคุณภาพข้อสอบ
0.40 ขึ้นไป
0.30-0.39
0.20-0.29
0.19 ลงไป
  ดีมาก
  ดีพอสมควร
  พอใช้ได้แต่ควรปรับปรุง
  ไม่ดีต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงใหม



   

         ให้ศึกษาวิธีการใช้  โดยอ่านจากคู่มือการใช้โปรแกรมก่อน  แล้วติดตั้งโปรแกรมใช้จริงจาก
WEBSITEของเจ้าของโปรแกรมตามที่ปรากฏในคู่มือการใช้โปรแกรม  หรือที

http://netra.rilp.ac.th/~phaitoon/RESEARCH


        
  การใช้โปรแกรม  มีขั้นตอนดังนี้
          1. ให้ Download  จาก /~phaitoon/RESEARCH/SIA
( หรือ จาก  111/module/sia ในแผ่นนี้)
          2.  คลาย  ZIP ก่อน  (Click 2  ครั้ง)
          3.  ลงโปรแกรมในเครื่องคอมฯที่ใช้ขณะนั้น ด้วยโปรแกรม  Sia_Setup
          4.  ใช้งานจากเมนู  Start  --->  Program ---> Simple Item Analysis (SIA)
        
  5.  ศึกษาวิธีใช้อย่างละเอียดจาก  Help ก่อน ( เช่น  พิมพ์ข้อมูลด้วยโปรแกรม Notepad)

เกี่ยวกับคนเขียนโปรแกรม

ชื่อ - สกุล : ชยุตม์ ภิรมย์สมบัติ (เม่า)
        อายุ : เพิ่งเกณฑ์ทหารครั้งแรกเมื่อ 1 เมษา 2545 คุณคิดว่าผมอายุเท่าไหร่ ?
การศึกษา :
             อนุบาล -> โรงเรียนอนุบาลนลินี
             ประถม -> โรงเรียนมานิตานุเคราะห์
             มัธยม  -> โรงเรียนสุราษฎร์ธานี
  ปัจจุบัน : เรียนอย่างสนุกสนานอยู่ชั้นปีที่ 4 ภาควิชามัธยมศึกษา(รพค.) คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    ติดต่อ : mr_chayut@hotmail.com
     อื่น ๆ : พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน แม่เป็นอาจารย์ ที่บ้านเลี้ยงพุดเดิล 2 ตัว

             hand01_next.gif  โปรแกรมการวิเคราะห์ข้อสอบมีมากมาย  เช่น   TAP 4 Analysis,    โปรแกรม 3 in 1 (Nitesonline.net)หรือใช้โปรแกรม  EXCEL  คำนวณเองก็ได้   

 click.gif


 




คัดลอกมาจาก  

 http://wbc.msc.ac.th/wbc.edu/0504304/teacher1.htm

http://watpon.com


 islet.gif