Hypothesis

 

                       Edu27.gif

     1.  บอกความหมายและประเภทของสมมุติฐานได้                   
        2.  บอกลักษณะสำคัญและความสำคัญของสมมุติฐานการวิจัยได้
        3.  ยกตัวอย่างสมมุติฐานการวิจัยและสมมุติฐานทางสถิติทั้งมีทิศทางและไม่มีทิศทางได้
        4.  สามรถเขียนสมมุติฐานการวิจัยได้
       

                 มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของสมมติฐานไว้อย่างน่าสนใจ เช่น

                 สมมติฐาน คือ คำสรุปโดยอาศัยการเดาเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้า และคำสรุปนั้นยังไม่คงที่แน่นอนตายตัว มีรากฐานมาจากความเป็นจริง สามารถทดสอบได้โดยการใช้ข้อมูล สมมติฐานอาจเป็นคำพูดที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อทำนายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น

                 สมมติฐาน คือ ข้อความที่มีหน้าตาเสมือนข้อความเชิงบอกเล่า แต่แท้จริงแล้วเป็นการคาดคะเนถึงสภาพการณ์นั้นๆ เอกลักษณ์ที่สำคัญของสมมติฐานก็คือ เป็นการคาดการณ์ที่จะต้องทดสอบต่อไปว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่

                 สมมติฐาน คือ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เป็นข้อความที่ชี้แนะความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวแปรขึ้นไป หรือคำตอบปัญหาการวิจัยที่คาดหวังไว้ กล่าวโดยสรุปก็คือ สมมติฐานเป็นข้อเสนอที่ต้องพิสูจน์ให้แคบเข้า หรือต้องการพิสูจน์ให้เป็นทฤษฎีนั่นเอง

                 สมมติฐาน คือ ข้อความเฉพาะที่ผู้วิจัยคาดคะเนคำตอบไว้ โดยอาศัยทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ความรู้ กฎเกณฑ์ต่างๆ หรือจากประสบการณ์ของผู้วิจัยเอง ซึ่งจะใช้เป็นแนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป

                 สมมติฐาน คือ ข้อเสนอหรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นมา โดยคาดคะเนว่าเป็นคำตอบของปัญหา ซึ่งยังไม่มีการพิสูจน์ และหากว่าได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือตรงกับข้อเท็จจริง สมมติฐานนี้ก็จะกลายเป็นคำอธิบายที่ถูกต้อง กลายเป็นส่วนหนึ่งของความรู้ใหม่ สมารถสร้างเป็นหลักทั่วไป หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีที่ใช้อธิบายในพฤติกรรมเรื่องนั้นๆ ได้

                 สรุปก็คือ สมมติฐานเป็นส่วนหนึ่งของการอธิบายปรากฏการณ์ที่ต้องการศึกษา ในสมมติฐานเราจึงต้องระบุให้ชัดเจนว่าอะไรสัมพันธ์กับอะไร สัมพันธ์กันอย่างไร หรืออะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล สมมติฐานเป็นข้อยืนยันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัวหรือเกินกว่าสองตัว
                 หรือ  อาจกล่าวได้ว่า  สมมุติฐาน คือ  การเดาคำตอบการวิจัยไว้ล่วงหน้า ตามคำถามหรือวัตถุการวิจัยที่กำหนดไว้  โดยต้องมีการ
เก็บข้อมูลเพื่อการพิสูจน์สมมุติฐานต่อไป    

              
     monitor_white.gif  

              
  

                 โดยที่สมมติฐานเป็นการคาดคะเนผลการวิจัยก่อนที่จะดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ฉะนั้น เพื่อให้คำตอบหรือ่สมมติฐาน นั้นมีความน่าเชื่อถือหรือถูกต้องมากที่สุด ผู้วิจัยควรหาวิธีการและเหตุผลที่จะนำมาใช้ประกอบหือสนับสนุนการกำหนด่สมมติฐาน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยอาจศึกษาจากแหล่งที่มาดังต่อไปนี้

                 1. ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ของผู้วิจัย
                      
เพราะในการทำวิจัยเรื่องหนึ่งเรื่องใด นั้น ผู้วิจัยจะต้องมีความรู้หรือมีประสบการณ์อย่างดีในเรื่องที่จะทำ เพราะความรู้ ความสามรถ และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง (หรือพัฒนาขึ้นโดยการศึกษาหาความรู้ เช่น การอ่าน เป็นต้น) จะช่วยให้การกำหนดสมมติฐานเป็นไปในลักษณะที่ถูกต้อง หรือใกล้เคียงกับความเป็นจริง

                 2.  การใช้หลักเหตุผล
                      
สมมติฐานที่กำหนดขึ้นต้องสมเหตุสมผล ฉะนั้นผู้วิจัยจึงควรใช้หลักเหตุผลหรือความเป็นไปได้มาคิดวิเคราะห์หรือแยกแยะสิ่งต่างๆ เพื่อหาเหตุ และผล ว่ามีอะไรสำคัญ และอะไรที่มีความสัมพันธ์กัน จากการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผลนี้เอง ที่นำมาซึ่งการสร้างสมมติฐานที่ดี

                 3. การใช้ทฤษฎี แนวคิด และหลักการ
                      
ทั้งนี้เพราะทฤษฎี แนวคิด และหลักการต่างๆ เป็นสิ่งที่ได้รับการยืนยันสนับสนุน และพิสูจน์มาแล้ว ฉะนั้น หากผู้วิจัยมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎี หลักการ และแนวคิดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัยอย่างดีแล้ว จะทำให้ผู้วิจัยเกิดแนวคิดในการกำหนดสมมติฐานได้

                 4.  การศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร บทความ รายงาน และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
                      
การศึกษาค้นคว้าจากแหล่งดังกล่าวนี้ จะให้ประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้วิจัย ในการที่จะนำไปใช้กำหนดสมมติฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการวิจัยในประเด็นปัญหาทำนองเดียวกัน
                      
เช่น ต้องการศึกษาเรื่องความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของนักประชาสงเคราะห์ ท่านอาจไปค้นคว้าดูว่ามีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานอื่นตำแหน่งอื่นบ้างหรือไม่ ถ้ามีก็ให้ดูต่อไปว่าผลการศึกษานั้นๆ พบว่าอย่างไร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยอย่างไร เป็นต้น

                 5.  การศึกษาเปรียบเทียบ
                      
การเปรียบเทียบความเป็นจริงต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือเปรียบเทียบกับความเป็นจริงที่ค้นพบในสาขาวิชาอื่นๆ ศาสตร์อื่นๆ อาจทำให้ผู้วิจัยสามารถนำไปกำหนดสมมติฐานได้ เพราะการวิจัยบางเรื่องต้องใช้วิธีการกำหนดสมมติฐานในเชิงเปรียบเทียบ

                 6.  ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ
                      
ความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ ที่เชื่อถือกันมากๆ สามารถนำมากำหนดเป็นสมมติฐานในการวิจัยได้
                      
เช่น ในการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ต้องพบกับปัญหามากมาย โดยที่ปัญหาหนึ่งพบว่า ผู้ชายไทยมีความเชื่อว่า การใช้ถุงยางอนามัยเปรียบเสมือนการอาบน้ำโดยไม่ถอดเสื้อผ้า ทำให้สมรรถภาพทางเพศลดถอยลง หรือในการรณรงค์ให้บิดามารดาส่งบุตรหลานเข้าเรียนในสถานศึกษาใกล้บ้าน พบว่าค่านิยมเกี่ยวกับชื่อเสียงของสถานศึกษาทำให้การรณรงค์นี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เป็นต้น จึงเห็นได้ว่าความเชื่อ ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมต่างๆ อาจนำมากำหนดเป็นสมมติฐานสำหรับนำไปพิสูจน์ และทดสอบต่อไปได้

 

                 ในการวิจัยส่วนมากจะใช้สมมติฐาน 2 ชนิด คือ

                 1. สมมติฐานเชิงบรรยาย (Descriptive Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่เขียนเป็นข้อความในลักษณะบรรยาย หรือคาดคะเนถึงสาเหตุ ความสัมพันธ์ หรือวิธีการแก้ปัญหาที่น่าเป็นไปได้ โดยใช้ภาษาที่สามารถสื่อความหมายให้บุคคลอื่นสามารถเข้าใจได้ ฉะนั้น ทุกคำหรือข้อความที่ใช้ในการกำหนดสมมติฐานประเภทนี้ จะต้องให้นิยามเชิงปฏิบัติการ (Operational Definition) ทั้งสิ้น เพื่อให้ผู้วิจัยและผู้อื่นมีความเข้าใจตรงกัน ตัวอย่างการเขียนสมมติฐานเชิงบรรยาย เช่น

                      -   การเลือกอาชีพของนักศึกษามีความสัมพันธ์กับค่านิยมในอาชีพ
                      
-   ผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่
                      
-   รูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวมีผลต่อการต่อต้านหรือยอมรับการทุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
                      
-   การโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจบริโภคยารักษาโรคบางประเภท
                 
2. สมมติฐานเชิงสถิติ (Statistical Hypothesis) เป็นสมมติฐานที่เขียนอธิบายข้อเท็จจริงในรูปแบบของโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ ซึ่งจะเขียนอธิบายในรูปของสัญลักษณ์ที่ใช้แทนคุณลักษณะสำคัญๆ ของประชากร หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าค่าพารามิเตอร์ (Parameter)
                       
การที่ต้องเขียนสมมติฐานในรูปแบบทางคณิตศาสตร์นั้น เป็นผลเนื่องมาจากเหตุผลที่ว่า การวิจัยนั้น เป็นการค้นหาความจริง และความจริงที่ค้นพบในการวิจัยนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นความจริงที่คงความเป็นจริงอย่างนั้นตลอดไป แต่ความจริงในการวิจัยนี้ จะเป็นความจริงที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นบ่อย หรือที่เรียกว่ามีโอกาสที่จะเป็นจริงได้มาก เราจึงยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง
                       
จากการยอมรับเช่นนี้ เราต้องอาศัยวิธีการทางคณิตศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบความน่าจะเป็น (Probability) หรือที่เรียกว่าสถิติ มาใช้ในการวิจัยด้วยเสมอ ซึ่งในเรื่องรูปแบบทางสถิตินั้น เราไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นปรากฏการณ์ที่ชี้เฉพาะ เพราะรูปแบบที่เรานำมาใช้เป็นมาตรฐานนั้น ประกอบด้วยโครงสร้างที่สามารถอธิบายได้ทั่วๆ ไป ซึ่งจะกำหนดเป็นสัญลักษณ์อะไรก็ได้ และค่าพารามิเตอร์ในสมมติฐานทางสถิตินี้มีหลายค่าที่มีสัญลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งยอมรับกันทั่วไปในหมู่นักวิจัย เช่น

µ (Mu)       

แทน
ค่าคะแนนเฉลี่ยแบบเลขคณิตของประชากร

(Sigma Square, Variance)

แทน
ค่าแปรปรวนของประชากร

(Sigma)

แทน
ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร

(Rho)

แทน
ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร

                      การที่เรานำสถิติมาใช้นี้ ทำให้สมมติฐานจำแนกได้อีกเป็น 2 ชนิด คือ

                      2.1 สมมติฐานเป็นกลาง (Null Hypothesis : H0)
                            
เป็นสมมติฐานที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างค่าสถิตินั้นๆ การเขียนสมมติฐานประเภทนี้ จะเขียนในรูปของการไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา หรือไม่มีความแตกต่างกัน สมมติฐานนี้ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์ในการนำสถิติมาตรวจสอบในการวิจัย ส่วนใหญ่จะคำนวณค่าสถิติจากอัตราส่วนใดอัตราส่วนหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า ค่าอัตราส่วนวิกฤติ (Critical Ratio) ซึ่งค่าอัตราส่วนวิกฤตินี้ จะมีรูปแบบที่เรานำมาใช้เป็นมาตรฐาน และเป็นไปตามเงื่อนไข เช่น

                              น้ำหนักเฉลี่ยของนักเรียนชาย และนักเรียนหญิงไม่แตกต่างกัน

                              ถ้าให้น้ำหนักเฉลี่ยของนักเรียนชาย เป็น   m1
                              
ถ้าให้น้ำหนักเฉลี่ยของนักเรียนหญิง เป็น   m2

                              ดังนั้น จึงเขียนสมมติฐานเป็นกลาง (H0) ได้ดังนี้
H0
:
m1 = m2
หรือ  H0
:
m1  -  m2 = 0

                      2.2 สมมติฐานไม่เป็นกลาง (Alternative Hypothesis : H1)
                            
เป็นสมมติฐานที่แสดงความแตกต่างระหว่างค่าสถิตินั้นๆ หรือสมมติฐานที่ใช้รองรับข้อสรุปผลเมื่อนักวิจัยใช้สถิติตรวจสอบสมมติฐานเป็นกลาง แล้วพบว่าปฏิเสธสมมติฐาน (Reject H0) นั้น หรือเมื่อพบว่าสมมติฐานเป็นกลางมีโอกาสจะเป็นจริงน้อยมาก สมมติฐานประเภทนี้มี 2 แบบคือ

                            2.2.1 สมมติฐานที่มีทิศทาง เป็นสมมติฐานที่กำหนดขึ้นจากรากฐานที่พออนุมานได้ว่า ความสัมพันธ์ของตัวแปรจะมีทิศทางในทางใด คือ มีความสัมพันธ์กันในทางบวก ( + ) หรือลบ ( - ) ถ้าเป็นการตรวจสอบความแตกต่างก็บอกได้ว่ากลุ่มใดมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มอื่น
                                       
การกำหนดสมมติฐานแบบนี้ เมื่อใช้สถิติตรวจสอบสมมติฐาน ต้องใช้เทคนิคการทดสอบทิศทางเดียว (One-tailed test) เพราะเป็นการมองทางใดทางหนึ่งเท่านั้น เช่น ดีกว่า สูงกว่า มากกว่า หรือน้อยกว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น ตัวอย่างในการเขียนสมมติฐานที่มีทิศทาง เช่น

                                       ผู้ชายมีความสนใจต่อการปฏิบัติธรรมตามศาสนามากกว่าผู้หญิง

                                       ถ้าให้คะแนนเฉลี่ยของความถี่ในการปฏิบัติธรรมของผู้ชาย เป็น m1
                                       
ถ้าให้คะแนนเฉลี่ยของความถี่ในการปฏิบัติธรรมของผู้หญิง เป็น m2

                                       ดังนั้น จะเขียนสมมติฐานมีทิศทาง (H1) ได้ดังนี้

H1
:
m1 >m2

                            2.2.2 สมมติฐานที่ไม่มีทิศทาง เป็นสมมติฐานที่ผู้วิจัยไม่สามารถบ่งได้ว่าสิ่งใดมากกว่ากันหรือสัมพันธ์กันในทางบวก ( + ) หรือลบ ( - ) เพียงแต่ทราบว่า ตัวแปรนั้นมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ หรือมีความแตกต่างกันหรือไม่
                                       
สมมติฐานไม่มีทิศทาง เวลาทดสอบต้องใช้เทคนิคการทดสอบสองทิศทาง (Two-tailed test) การเขียนสมมติฐานแบบนี้ มักจะมีคำว่า แตกต่างกัน ไม่เท่ากัน เป็นต้น ตัวอย่างการเขียนสมมติฐานที่ไม่มีทิศทาง เช่น

                                       ผู้ชายและผู้หญิงสนใจปฏิบัติธรรมทางศาสนา (พุทธ) แตกต่างกัน

                                       ถ้าให้คะแนนเฉลี่ยความถี่ในการปฏิบัติธรรมของผู้ชาย เป็น m1
                                       
ถ้าให้คะแนนเฉลี่ยความถี่ในการปฏิบัติธรรมของผู้หญิง เป็น m2

                                       ดังนั้น จะเขียนสมมติฐานที่ไม่มีทิศทาง (H1) ได้ดังนี้
                                            H1     :    m1  ไม่เท่า   m2

 


                 การเขียนสมมติฐานนั้น ผู้วิจัยต้องมีอุปกรณ์ของความคิดและข้อเท็จจริงต่างๆ มากพอเพื่อที่ให้สมมติฐานแต่ละข้อมีอำนาจในการพยากรณ์สูง ฉะนั้น การเขียนสมมติฐานจะต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ จินตนาการ การอ่านอย่างกว้างขวาง ตลอดจนมีการทดลองวิจัย (Pilot Study) แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ และใช้หลักตรรกศาสตร์สังเคราะห์ขึ้นเป็นสมมติฐาน ดังนั้น สมมติฐานที่ดีจึงควรมีลักษณะดังนี้

                 1. สมมติฐานที่ดีต้องอธิบาย หรือตอบคำถามได้หมด และอยู่ในรูปแบบที่สามารถสรุปได้ว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านได้

                 2. สมมติฐานที่ดีจะต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป ใช้เทคนิคที่สามารถวัดได้ และเป็นเทคนิคที่มีอยู่แพร่หลาย ใช้กันในวงกว้าง

                 3. ภาษาที่ใช้ในการเขียนต้องเข้าใจง่าย ทั้งในแง่ภาษา เหตุผล และวิธีการที่จะตรวจสอบ

                 4. สมมติฐานที่ดีต้องสามารถทดสอบได้ด้วยข้อมูล หรือหลักฐาน

                 5. สมมติฐานที่ดีต้องสมเหตุสมผลตามทฤษฎี และความรู้พื้นฐาน และจำกัดขอบเขตของการตรวจสอบได้ สมมติฐานหนึ่งข้อ จึงควรใช้คำถามเพียงหนึ่งข้อเท่านั้น

                 6. สมมติฐานที่ดีต้องสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายการวิจัย

                 7. สมมติฐานที่ดีต้องมีอำนาจการพยากรณ์สูง นั่นคือ สมมติฐานนั้นควรนำไปใช้อธิบายสภาพการณ์ที่คล้ายๆ กันได้

                 การตั้งสมมติฐานมีประโยชน์ต่อการวิจัย ดังต่อไปนี้

                 1. สมมติฐานช่วยให้ผู้วิจัยมองเห็นปัญหาการวิจัยชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ทำให้มองเห็นว่าปัญหานี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับตัวแปรใดบ้าง และเป็นปัญหาลักษณะใด เป็นต้น

                 2. สมมติฐานช่วยจำกัดขอบเขตของการวิจัย ทำให้ผู้วิจัยทราบแนวทางที่กำลังวิจัย ทำให้การวิจัยมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน คือ ผู้วิจัยจะทำการวิจัยเฉพาะสมมติฐานที่กำหนดไว้เท่านั้น

                 3. สมมติฐานช่วยให้มองเห็นภาพของข้อมูลต่างๆ และความสัมพันธ์ของข้อมูลที่จะนำมาทดสอบสมมติฐานนั้น

                 4. สมมติฐานช่วยชี้แนวทางในการเก็บรวบรวมข้อมูลว่า ควรจะเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องอะไร แค่ไหน และจะเก็บในลักษณะใด พร้อมทั้งช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพ

                 5. สมมติฐานอาจสามารถบอกให้ทราบถึงการวางแผนรูปแบบของการวิจัย (Research Design) หรือวิธีแก้ปัญหา

                 6. สมมติฐานช่วยให้ผู้วิจัยเข้าใจตัวแปรที่ศึกษาได้อย่างแจ่มแจ้ง เพราะการกำหนดสมมติฐาน เป็นการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ซึ่งผู้วิจัยจำเป็นต้องศึกษาลักษณะและธรรมชาติของตัวแปรให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง

                 7. สมมติฐานช่วยชี้แนวทางในการแปลผล และสรุปผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล หรือเป็นเครื่องมือในการกำหนดโครงร่างหรือแผนงาน (Frame Work) ในการสรุปผลให้แก่ผู้วิจัยนั่นเอง ทั้งนี้เพราะในการแปลผลการวิจัยนั้น จะยึดสมมติฐานเป็นหลัก โดยพิจารณาว่าผลที่ได้นั้นมีความสอดคล้องหรือขัดแย้งกับสมมติฐานที่กำหนดไว้เพียงใด ซึ่งจะทำให้การแปลผลและสรุปผลง่ายขึ้น

 



                 
1. ท่านมีสมมติฐานว่าอย่างไร

                 2. สมมติฐานนั้มีทางเป็นไปได้ไหม

                 3. สมมติฐานนั้นกล่าวไว้รัดกุม หรือชัดเจนเพียงใด

                 4. สมมติฐานนั้นมีทางทดสอบได้หรือไม่

                 5. สมควรตั้งสมมติฐานเป็นประโยคบอกเล่า หรือเป็นคำถาม

                 6. มีสมมติฐานที่จะต้องทดสอบจริงๆ เท่าไร

                 7. สมมติฐานแต่ละข้อมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันหรือไม่

                 8. ท่านควรจะตั้งสมมติฐานเชิงเหตุและผล หรือเชิงความสัมพันธ์

 

                  กล่าวโดยสรุป   สมมติฐานเป็นข้อเสนอเพื่อนำไปทดสอบความถูกต้อง โดยทดสอบจากประสบการณ์แห่งความจริง สมมติฐานอาจทดสอบว่าผิดหรือถูกก็ได้ สมมติฐานที่ทดสอบว่าผิดมิได้หมายความว่าเป็นสมมติฐานที่ไม่มีประโยชน์ สมมติฐานที่ปฏิเสธ (Reject) อาจจะช่วยแนะนำนักวิจัยให้สนใจข้อเท็จจริง หรือความสัมพันธ์ระหว่างข้อเท็จจริงบางอย่างที่ไม่ได้คาดหมายไว้ก็ได้ ดังนั้น สมมติฐานจะบอกให้เราทราบว่า จะค้นหาอะไร เมื่อได้รวบรวมข้อเท็จจริง โดยมีการจัดระเบียบและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกันแล้ว ข้อเท็จจริงก็ประกอบกันเป็นทฤษฎี เพราะฉะนั้นทฤษฎีจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก ในทางปฏิบัติ ทฤษฎีก็คือสมมติฐานที่ได้ปรับปรุงแล้วนั่นเอง

 

      ประเภทของสมมุติฐาน ในวงการวิจัยนั้น สมมุติฐานมีอยู่ 2 ประเภทคือ
     1. สมมุติฐานการวิจัย (Research Hypothesis or Descriptive Hypothesis) เป็น
ข้อความที่เขียนในลักษณะบรรยาย หรือคาดคะเนคำตอบของการวิจัย ซึ่งข้อความดังกล่าวจะแสดงถึงความเกี่ยวข้องกันของตัวแปรในรูปของความสัมพันธ์ หรือในรูปของความแตกต่างที่ได้คาดคะเนไว้ เช่น การสอนซ่อมเสริมโดยการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าการสอนซ่อมเสริมด้วยวิธีปกติ
     2. สมมุติฐานทางสถิติ (Satirical Hypothesis) เป็นสมมุติฐานที่แปลงรูปจากสมมุติฐานการวิจัยมาอยู่ในรูปแบบทางคณิตศาสตร์  โดยมีการแทนค่าด้วยสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งจะเกิดขึ้น  ในกรณีที่ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างและจะอ้างอิงไปสู่กลุ่มประชากร โดยการทดสอบสมมุติฐาน ซึ่งสมมุติฐานทางสถิตินั้นจะประกอบด้วยสองส่วนเสมอไปคือ
       2.1 สมมุติฐานที่เป็นกลางหรือสมมุติฐานศูนย์ (Null Hypothesis) ใช้
สัญลักษณ์ว่า H เป็นสมมุติฐานที่อธิบายว่าไม่มีความแตกต่างหรือไม่มีความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปร เช่น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการใช้สื่อประสม ไม่แตกต่างจาก การเรียนโดยวิธีปกติ
                 
                   เมื่อ แทน ค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการใช้สื่อประสม
                       
 แทน ค่าเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยวิธีปกติ
        2.2 สมมุติฐานทางเลือก (Alternative Hypothesis) ใช้สัญลักษณ์ว่า H1 เป็นสมมุติฐานที่แสดงว่า มีความแตกต่างระหว่างตัวแปรหรือมีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร เป็นสมมุติฐานที่ตั้งขึ้นเพื่อ รองรับข้อสรุปผลเมื่อผู้วิจัยใช้สถิติตรวจสอบ สมมุติฐานศูนย์แล้วไม่ยอมรับว่าสมมุติฐานนั้นเป็นจริง (Reject H0) ซึ่งการเขียนสมมุติฐานทางเลือกนี้เขียนได้ 2 แบบคือ
            2.2.1 แบบมีทิศทาง (Directional alternative Hypothesis) ซึ่งเป็น
สมมุติฐานที่ผู้วิจัยมีข้อมูลหรือเหตุผลเพียงพอที่จะกำหนดหรือคาดคะเนทิศทางของตัวแปรได้ เช่น การสอนซ่อมเสริมโดยการใช้สื่อประสมจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาชีววิทยาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สูงกว่ าการซ่อมเสริมด้วยวิธีปกติ ซึ่งการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มนี้ ก็คาดไว้ว่ากลุ่มใดมีค่าเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มอื่น ซึ่งการทดสอบความแตกต่างต้อง ใช้เทคนิคการทดสอบทิศทางเดียว (One-tailed test) ซ้ายหรือขวา
            2.2.2 แบบไม่มีทิศทาง (Non Directional alternative Hypothesis)
เป็นสมมุติฐานที่ผู้วิจัยไม่มีข้อมูล หรือเหตุผลเพียงพอในการที่จะกำหนดทิศทางของสมมุติฐานว่า ทิศทางควรไปทางใดมากหรือน้อย เช่น การสอนซ่อมเสริมโดยการใช้สื่อประสม จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แตกต่างจากการเรียนซ่อมเสริมด้วยวิธีปกติ ซึ่งการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่มก็คาดได้เพียงว่า ค่าเฉลี่ย แตกต่างกัน ซึ่งการทดสอบความแตกต่างต้องใช้เทคนิคการทดสอบสองทิศทาง (Two- tailed test)
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการตั้งสมมุติฐานเชิงสถิตินั้น ผู้วิจัยต้องใช้สัญลักษณ์ที่เป็นพารามิเตอร์ (Parameter) ซึ่งแทนค่าความจริงของประชากร (Population Fact) ส่วนข้อมูลที่นำมาศึกษาเพื่อ
ตีความหมายนั้นผู้วิจัยต้องใช้ค่าสถิติ (Statistic) ซึ่งเป็นค่าความจริงของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Fact) ดังจะแสดงต่อไปนี้

ตารางแสดงสัญลักษณ์ของพารามิเตอร์ สถิติและความหมายของสัญลักษณ์

พารามิเตอร์
สถิต
ความหมาย

µ (Mu)

(Sigma)

 (Sigma Square, Variance)

(Rho)

S.D.หรือ S

หรือ

r

คะแนนเฉลี่ย

ความเบี่ยงเบน

ความแปรปรวน

สหสัมพันธ์


         
 
ตัวอย่างการเขียนสมมุติฐาน  

สมมุติฐานการวิจัย : ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียน
ซ่อมเสริมด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนจากครู
                   
= ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของค่าเฉลี่ยกลุ่มที่เรียนซ่อมเสริมด้วยคอมพิวเตอร์
                   ,     = ค่าเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของกลุ่มที่เรียนซ่อมเสริมจากครู

สมมุติฐานการวิจัย : ความถนัดทางการเรียนมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
                    , = ค่าความสัมพันธ์
                   

สมมุติฐานการวิจัย : นักเรียนกลุ่มที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มีความถนัดทางการเรียนแตกต่างจาก
กลุ่มที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้
               = ค่าเฉลี่ยความถนัดทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้
                   = ค่าเฉลี่ยความถนัดทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้

ประโยชน์ของสมมุติฐาน
       การตั้งสมมุติฐานการวิจัย มีประโยชน์ดังนี้
       1. เป็นแนวทางในการวิจัย กล่าวคือ จะทำการวิจัยเพื่อตรวจสอบสมมุติฐานที่กำหนดไว้
       2. จำกัดขอบเขตของการวิจัยให้ดำเนินไปตามจุดประสงค์ที่ได้กำหนดไว้
       3. ช่วยให้ผู้วิจัยมีความเข้าใจแจ่มแจ้งเกี่ยวกับเรื่องที่จะทำวิจัย

ระดับความมีนัยสำคัญ (Level of Significance)
        หมายถึง ระดับความน่าจะเป็นในการที่จะปฏิเสธสมมุติฐานศูนย์ผิดพลาดมากน้อยเพียงใด ใช้แทนด้วย แอลฟ่า (? : alpha) ปกติทางสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ มักนิยมกำหนดแอลฟ่าไว้ที่ 0.05 หรือ 0.01 เช่น
         ถ้ากำหนดสมมุติฐานว่า H0 : µ1 = µ2 แล้วกำหนด ? = 0.05 เมื่อทดสอบสมมุติฐานแล้ว ต้องปฏิเสธสมมุติฐานศูนย์แสดงว่า ค่าเฉลี่ยของ ประชากรกลุ่มที่ 1ไม่เท่ากับของกลุ่มที่ 2 ด้วยความน่าจะเป็นเท่ากับ .95 หมายความว่าถ้าทำการทดลอง 100 ครั้ง จะพบว่าค่าเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มมีโอกาสไม่เท่ากันอย่างน้อย 95 ครั้ง หรือค่าเฉลี่ยของ 2 กลุ่มจะเท่ากันไม่เกิน 5 ครั้งในการทดสอบ สมมุติฐาน 100 ครั้ง

ค่าวิกฤติ (Critical Value : CV)
        คือ ค่าสถิติที่ใช้เป็นจุดแบ่งระหว่างบริเวณการยอมรับและบริเวณการปฏิเสธสมมุติฐาน สำหรับค่าวิกฤติเกิดจากการกำหนดระดับความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ หรือระดับนัยสำคัญนั่นเอง ซึ่งสามารถเปิดตารางค่าวิกฤติได้ จากหนังสือสถิติทั่วไป เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธสมมุติฐานศูนย์ ดังภาพต่อไปนี้


 

 

  

1. งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา math for science ระหว่างนิสิตที่เรียนภาคปกติ และนิสิตที่เรียนภาคพิเศษ
ตัวแปรต้น ……………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม ……………………………………………………………………………………..

2. งานวิจัยเรื่อง ความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ระหว่างนิสิตชายกับนิสิตหญิง
ตัวแปรต้น ……………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม ……………………………………………………………………………………..

3. งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบคุณภาพของแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบที่ใช้วิธีตอบ และการตรวจให้คะแนนที่แตกต่างกัน
ตัวแปรต้น ……………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม ……………………………………………………………………………………..

4. งานวิจัยเรื่อง เจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการจัดบริการแนะแนว ในโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย
ตัวแปรต้น ……………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม ……………………………………………………………………………………..

5. งานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สอน โดยวิธี Skimming และ Scanning
ตัวแปรต้น ……………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม ……………………………………………………………………………………..

6. งานวิจัยเรื่อง มลภาวะของเสียงกับการเรียนการสอน
ตัวแปรต้น ……………………………………………………………………………………..
ตัวแปรตาม ……………………………………………………………………………………..

7. สมมุติฐานการวิจัย นิสิตที่เรียนภาคปกติมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา Math for Science สูงกว่านิสิตภาคพิเศษ
สมมุติฐานทางสถิต : ………………………………………………………………………
                             : …………………………………………………………………….

8. สมมุติฐานการวิจัย นิสิตชายและนิสิตหญิงมีความสามารถทางทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน
สมมุติฐานทางสถิติ   : ………………………………………………………………………
                          : ……………………………………………………………………….

9. สมมุติฐานการวิจัย วิธีการตอบและวิธีการตรวจให้คะแนนที่ต่างกันทำให้คุณภาพของแบบทดสอบแบบปรนัยแตกต่างกัน
สมมุติฐานทางสถิติ : ………………………………………………………………………
                          : ……………………………………………………………………….

10. สมมุติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีเจตคติต่อการจัดบริการแนะแนวในโรงเรียนสูงกว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
สมมุติฐานทางสถิติ  : ………………………………………………………………………
                          : ……………………………………………………………………….

11. สมมุติฐานการวิจัย วิธีการสอนภาษาอังกฤษแบบ Skimming ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาอังกฤษแตกต่า จากวิธีการสอนแบบ Scanning
สมมุติฐานทางสถิติ : ………………………………………………………………………
                          : ……………………………………………………………………….

12. สมมุติฐานการวิจัย ระดับของเสียงมีความสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สมมุติฐานทางสถิติ : ………………………………………………………………………
                          : ……………………………………………………………………….

13. สมมุติฐานการวิจัย อัตราการมาเรียนมีความสัมพันธ์กับอัตราการเลื่อนชั้นของนักเรียนระดับประถมศึกษา
สมมุติฐานทางสถิติ : ………………………………………………………………………
                          : ……………………………………………………………………

 


เช่น  EXCEL  หรือ SPSS  ศึกษาในหน่วยสถิติ (การใช้ Excel วิเคราะห์ข้อมูล)

 

 

คัดลอกและเรียบเรียงจาก

กาญจนา มณีแสง. หลักการวิจัยเบื้องต้นทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพ
                มหานคร: โอเดียนสโตร์. 2522.

จีรพรรณ กาญจนจิตรา. ระเบียบวิธีการวิจัยชั้นสูงทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา. กรุงเทพ
                มหานคร: ฝ่ายตำราและอุปกรณ์การศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง. 2528.

เชิดศักดิ์ โฆวาสินธุ์. การวิจัยพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
                2523.
ศิริชัย พงษ์วิชัย.
การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วยคอมพิวเตอร์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์
                จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. 2535.

ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ . การวิจัยการตลาด Margeting Research ฉบับสมบูรณ์. กรุงเทพ
                มหานคร: A.N. การพิมพ์. 2540.

สุจิตรา บุญรัตพันธ์.
ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์. กรุงเทพมหานคร: โครงการส่งเสริม
                ตำราและเอกสารวิชาการ มูลนิธิ 30 ปี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร
                ศาสตร์. 2534.
สุชาติ ประสิทธิ์รัฐสินธุ์ . เทคนิคการวิเคราะห์ตัวแปรหลายตัวสำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์
                และพฤติกรรมศาสตร์
. กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. 2537.

สุพรรณี มังคะลี. การวิจัยด้านการประชาสัมพันธ์. กรุงเทพมหานคร: ฝ่ายตำราและอุปกรณ์การศึกษา
                มหาวิทยาลัยรามคำแหง: 2529.

christmas.gif