การเขียนสมมติฐานการวิจัย

โดย รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์

 

การเขียนสมมติฐานในการวิจัย

ควรเขียนเป็นสมมติฐานการวิจัยหรือสมมติฐานทางสถิติในหัวข้อ "สมมติฐานการวิจัย" ซึ่งระบุชัดเจนในตัวอยู่แล้วจึงต้องตั้งเป็นสมมติฐานการวิจัย ไม่ใช่สมมติฐานทางสถิติ ในการเขียนสมมติฐานการวิจัย ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามการวิจัยที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นภายใต้ทฤษฎีและข้อค้นพบจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตเป็นข้อความที่แสดง ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ศึกษาภายใต้กรอบความคิดการวิจัย ก่อนกำหนดสมมติฐานการวิจัยผู้วิจัยควรเสนอทฤษฏีและข้อค้นพบจากงานที่เกี่ยวข้องในอดีตที่นำเสนอในบทที่ 2 (วรรณคดีที่เกี่ยวข้อง) มาอ้างถึงเป็นฐานความรู้ในการตั้งสมมติฐานการวิจัย เพื่อให้สมมติฐานการวิจัยที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นมีความน่าเชื่อถือยอมรับได้ ไม่ใช่ผู้วิจัยตั้งขึ้นแบบไม่มีเหตุผล ทั้งนี้ก่อนที่ผู้วิจัยจะตั้งสมมติฐานการวิจัยได้ผู้วิจัยต้องมีความรู้ความเข้าใจในทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีต สมมติฐานการวิจัยที่ดีต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และคำถามการวิจัยที่สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์และวิธีการทางสถิติ

สมมติฐานทางสถิติ ประกอบด้วยสมมติฐานหลัก (Null hypothesis) และสมมติฐานรอง (Alternative hypothesis) สมมติฐานทางสถิติจะเกี่ยวข้องกับพารามิเตอร์ (Parameter) ที่ต้องการทดสอบซึ่งแปลงมาจากสมมติฐานการวิจัย และเป็นขั้นตอนแรกของการทดสอบสมมติฐาน มีการกำหนดระดับความมีนัยสำคัญ (Level of Significance) ในการวิจัยนิยมกำหนดระดับความมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 (Alpha = .05) หรือ .01 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีต เช่น ถ้างานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตส่วนมากกำหนดที่ระดับ .05 ในการวิจัยก็ควรกำหนดที่ระดับ .05 เช่นกัน เพื่อจะได้อภิปรายผลเชิงเปรียบเทียบกับผลงานวิจัยในอดีตได้ อนึ่ง ในงานวิจัยเรื่องเดียวกัน ไม่ควรตั้งระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติหลายระดับ เช่น ตั้งทั้งที่ระดับ .05 และ .01 เพราะอาจทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าผู้วิจัยมีความลำเอียง (biased) ในการวิจัย กล่าวคือ ถ้าไม่สามารถปฎิเสธสมมติฐานหลักที่ระดับ .01 ก็จะไปใช้ที่ระดับ .05 เพื่อให้การปฎิเสธสมมติฐานหลักจนได้

การตั้งสมมติฐานการวิจัย

ควรตั้งแบบมีทิศทางที่เป็นการทดสอบแบบทางเดียว (One-tailed test) หรือแบบไม่มีทิศทางซึ่งเป็นการทดสอบแบบสองทาง (Two-tailed test)

คำว่าการทดสอบแบบทางเดียวหรือแบบสองทางเป็นมโนมติของการตั้งสมมติฐานทางสถิติ ที่พิจารณาจากสมมติฐานรอง ทั้งนี้ในการตั้งสมมติฐานการวิจัยจะเป็นแบบมีทิศทางหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของทฤษฎี และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีต ถ้าส่วนมากทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตชัดเจนก็ตั้งสมมติฐานการวิจัยแบบมีทิศทาง ในการวิจัยเชิงทดลองที่กลุ่มทดลองได้รับการจัดกระทำ (Treatment) ที่ส่งผลดีกว่ากลุ่มควบคุมก็ควรตั้งแบบมีทิศทาง เช่น "ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่เรียนแบบโปรแกรมสูงกว่ากลุ่มที่เรียนแบบบรรยาย" เป็นต้น แต่ในกรณีที่ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตไม่ยืนยันไปในทางเดียวกันอย่างเด่นชัดก็ตั้งสมมติฐานการวิจัยแบบไม่มีทิศทาง เช่น "ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักศึกษาชายและของนักศึกษาหญิงแตกต่างกัน"

การวิจัยที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ

จำเป็นต้องได้ข้อค้นพบที่ยืนยันว่าสมมติฐานการวิจัยเป็นจริง (ผลการทดสอบสมมติฐานปรากฏว่าปฏิเสธสมมติฐานหลักและยอมรับสมมติฐานรอง) ถ้าผลการวิจัยพบว่าไม่สามารถยืนยันสมมติฐานการวิจัย (ผลการทดสอบสมมติฐานปรากฏว่ายอมรับสมมติฐานหลัก) ถือว่าการวิจัยนั้นล้มเหลว ต้องเริ่มต้นทำวิจัยใหม่หรือไม่ โดยทั่วไปตามทฤษฎีแล้วหากผู้วิจัยทำการทบทวนวรรณคดีที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้องและมากพอแล้ว และตั้งสมมติฐานการวิจัยให้สอดคล้องกับทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีต ตลอดจนทำการวิจัยอย่างมีคุณภาพ โดยให้มีความตรงภายใน (Internal validity) สูงด้วยการควบคุมตัวแปรเกิน (Extraneous variables) และตัวแปรเชื่อมโยง/แทรกซ้อน (Intervening variables) ใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพ ทำการเก็บข้อมูลที่มีมาตรฐาน ตลอดจนใช้สถิติทดสอบในการวิเคราะห์ข้อมูลที่ถูกต้อง (ลักษณะข้อมูลตรงกับข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติทดสอบที่ใช้) เพื่อให้ตัวแปรตามเป็นผลมาจากตัวแปรอิสระที่มุ่งศึกษาอย่างแท้จริง รวมทั้งการวิจัยนั้นยังมีความตรง ภายนอก (External validity) สูงที่สามารถนำผลการวิจัยที่ได้ไปประยุกต์ใช้ได้กว้างขวางแล้ว ข้อค้นพบของการวิจัยควรยืนยันสมมติฐานการวิจัย จึงถือว่าเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพน่าเชื่อถือ

ในการวิจัยทางการศึกษากรณีที่ผลการวิจัยไม่สามารถยืนยันสมมติฐานการวิจัย จำเป็นต้องตรวจสอบย้อนกลับว่า สมมติฐานการวิจัยที่ตั้งขึ้นนั้นเหมาะสมสอดคล้องกับทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในอดีตเพียงใด การวิจัยมีคุณภาพ (มีความตรงภายในและความตรงภายนอกสูง) เพียงใด หากผลการตรวจสอบแต่ละจุดดังกล่าวถูกต้องไม่มีปัญหาใดแล้ว แม้ว่าผลการวิเคราะห์ข้อมูลไม่สามารถยืนยันสมมติฐานการวิจัย ก็ถือว่าเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพได้เพียงแต่ว่าผู้วิจัยจะต้องอภิปรายถึงความเป็นไปได้ในกรณีที่สมมติฐานการวิจัยที่ตั้งขึ้นไม่เป็นจริง (ไม่สอดคล้องกับทฤษฎีและผลงานวิจัยในอดีต) เนื่องมาจากสาเหตุใด เพื่อให้ผู้อ่านได้ยอมรับ