วิธีการเสาะแสวงหาความรู้ (Methods of acquiring knowledge)

         มนุษย์มีความสนใจในสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวมานานนับตั้งแต่ยุคเริ่มแรกมาแล้ว โดยเฉพาะความรู้ต่าง ๆ เพื่อที่จะนำมาแก้ไขปัญหาต่าง ๆที่อยู่รอบตัว ความรู้ต่าง ๆ ของมนุษย์ ในปัจจุบันนี้ประกอบด้วย ข้อเท็จจริงและ ทฤษฎีต่าง ๆ ซึ่งนับวันจะมีข้อค้นพบมากยิ่งขึ้นไปตามระยะเวลา ซึ่งความรู้เหล่านี้ช่วยให้มนุษย์มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถที่จะอธิบาย ควบคุมหรือพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่กำหนดให้ได้ การเสาะแสวงหาความรู้ของมนุษย์มิใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยสติปัญญา และการฝึกฝนต่าง ๆ ซึ่งมีวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ของมนุษย์จำแนกได้ดังนี้

       1. วิธีโบราณ (Older methods) ในสมัยโบราณมนุษย์ได้ความรู้มาโดย
       1.1 การสอบถามผู้รู้หรือผู้มีอำนาจ (Authority) เป็นการได้ความรู้จากการสอบถามผู้รู้ หรือผู้มีอำนาจ เช่น ในสมัยโบราณเกิดโรคระบาด ผู้คนก็จะถามจากผู้ที่มีอำนาจว่าควรทำ อย่างไร ซึ่งในสมัยนั้นผู้มีอำนาจก็จะแนะนำให้ทำพิธีสวดมนต์อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ให้ช่วยคลี่คลายเหตุการณ์ต่าง ๆ คนจึงเชื่อถือโดยไม่มีการพิสูจน์
       1.2 ความบังเอิญ (Chance) เป็นการได้ความรู้มาโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งไม่ได้เจตนาที่จะศึกษาเรื่องนั้นโดยตรง แต่บังเอิญเกิดเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์บางอย่างทำให้มนุษย์ได้รับความรู้นั้น เช่น เพนนิซิลินจากราขนมปัง
       1.3 ขนบธรรมเนียมประเพณี (Tradition) เป็นการได้ความรู้มาจากสิ่งที่คนในสังคมประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี และ
วัฒนธรรม ผู้ที่ใช้วิธีการนี้ ควรตระหนักด้วยว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตจนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีนั้น ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเที่ยงตรงเสมอไป ดังนั้นผู้ที่ใช้วิธีการนี้ควรจะได้นำมาประเมินอย่างรอบคอบเสียก่อนที่จะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริง
       1.4 ผู้เชี่ยวชาญ (Expert) เป็นการได้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เมื่อมีปัญหาหรือต้องการคำตอบเกี่ยวกับเรื่องใดก็ไปถามผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะเรื่องนั้น เช่น เรื่องดวงดาวต่าง ๆ ในท้องฟ้าจากนักดาราศาสตร์ เรื่องความเจ็บป่วยจากนายแพทย์
       1.5 ประสบการณ์ส่วนตัว (Personal experience) เป็นการได้ความรู้จากประสบการณ์ที่ตนเคยผ่านมา  ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลช่วยเพิ่มความรู้ให้บุคคลนั้น เมื่อประสบปัญหาก็พยายามระลึกถึงเหตุการณ ์หรือวิธีการแก้ปัญหาในอดีตเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ประสบอยู่
       1.6 การลองผิดลองถูก (Trial and error) เป็นการได้ความรู้มาโดยการลอง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือปัญหาที่ไม่เคยทราบมาก่อน เมื่อแก้ปัญหานั้นได้ถูกต้องเป็นที่พึงพอใจ ก็จะกลายเป็นความรู้ใหม่ที่จดจำไว้ใช้ต่อไป ถ้าแก้ปัญหาผิดก็จะไม่ใช้วิธีการนี้อีก
       2. วิธีการอนุมาน (Deductive method) คิดขึ้นโดยอริสโตเติล (Aristotle) เป็นวิธีการคิดเชิงเหตุผล ซึ่งเป็นกระบวนการคิดค้นจากเรื่องทั่ว ๆ ไปสู่เรื่องเฉพาะเจาะจง หรือคิดจากส่วนใหญ่ไปสู่ส่วนย่อยจากสิ่งที่รู้ไปสู่ สิ่งที่ไม่รู้ วิธีการอนุมานนี้จะประกอบด้วย
        1. ข้อเท็จจริงใหญ่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นจริงอยู่ในตัวมันเอง หรือเป็นข้อตกลงที่กำหนดขึ้นเป็นกฎเกณฑ์
        2. ข้อเท็จจริงย่อย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงใหญ่ หรือเป็นเหตุผลเฉพาะกรณีที่ต้องการทราบความจริง
        3. ผลสรุป เป็นข้อสรุปที่ได้จากการพิจารณาความสัมพันธ์ของเหตุใหญ่และ เหตุย่อย

     ตัวอย่างการหาความจริงแบบนี้ เช่น

         ตัวอย่างที่ 1  ข้อเท็จจริงใหญ่ : สัตว์ทุกชนิดต้องตาย
                        ข้อเท็จจริงย่อย : แมวเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง
                        ผลสรุป : แมวต้องตาย

        ตัวอย่างที่ 2  ข้อเท็จจริงใหญ่ : ถ้าโรงเรียนถูกไฟไหม้ ครูจะเป็นอันตราย
                       ข้อเท็จจริงย่อย : โรงเรียนถูกไฟไหม้
                       ผลสรุป : ครูเป็นอันตราย

      ถึงแม้ว่าการแสวงหาความรู้โดยวิธีการอนุมาน จะเป็นวิธีการที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ก็มีข้อจำกัด ดังนี้
     1. ผลสรุปจะถูกต้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงใหญ่กับข้อเท็จจริงย่อย หรือทั้งคู่ ไม่ถูกต้องก็จะทำให้ข้อสรุปพลาด ไปด้วย ดังเช่นตัวอย่างที่ 2 นั้น การที่โรงเรียนถูกไฟไหม้ ครูในโรงเรียนอาจจะไม่เป็นอันตรายเลยก็ได้
     2. ผลสรุปที่ได้เป็นวิธีการสรุปจากสิ่งที่รู้ไปสู่สิ่งที่ไม่รู้ แต่วิธีการนี้ไม่ได้เป็นการยืนยันเสมอไปว่า ผลสรุปที่ได้จะเชื่อถือได้เสมอไป เนื่องจากถ้าสิ่งที่รู้แต่แรกเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนก็จะส่งผลให้ข้อสรุปนั้นคลาดเคลื่อนไปด้วย
     3. วิธีการอุปมาน (Inductive Method) เกิดขึ้นโดยฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon) เนื่องจากข้อจำกัดของวิธีการอุมานในแง่ที่ว่าข้อสรุปนั้น จะเป็นจริงได้ต่อเมื่อข้อเท็จจริงจะต้องถูกเสียก่อน จึงได้เสนอแนะวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อย ๆ เสียก่อนแล้วจึงสรุปรวบไปหาส่วนใหญ่ หลักในการอุปมานนั้นมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ
        3.1 วิธีการอุปมานแบบสมบูรณ์ (Perfect inductive method) เป็นวิธีการแสวงหาความรู้โดยรวบรวม ข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากทุกหน่วยของกลุ่มประชากร แล้วจึงสรุปรวมไปสู่ ส่วนใหญ่ วิธีนี้ปฏิบัติได้ยากเพราะบางอย่างไม่สามารถนำมาศึกษาได้ครบทุกหน่วย นอกจากนี้ยังสิ้นเปลืองเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายมาก
        3.2 วิธีการอุปมานแบบไม่สมบูรณ์ (Imperfect inductive method) เป็นวิธีการ เสาะแสวงหาความรู้ โดยรวบรวมข้อเท็จจริงย่อย ๆ จากบางส่วนของกลุ่มประชากร แล้วสรุปรวมไปสู่ส่วนใหญ่ โดยที่ข้อมูลที่ศึกษานั้นถือว่าเป็นตัวแทนของสิ่งที่จะศึกษาทั้งหมด ผลสรุปหรือ ความรู้ที่ได้รับสามารถอ้างอิงไปสู่กลุ่มที่ศึกษาทั้งหมดได้ วิธีการนี้เป็นที่นิยมมากกว่าวิธีอุปมานแบบสมบูรณ์ เนื่องจากสะดวกในการปฏิบัติและประหยัดเวลา แรงงานและค่าใช้จ่าย
     
 4. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method) เป็นการเสาะแสวงหาความรู้โดยใช้หลักการของ วิธีการอนุมานแล ะวิธีการอุปมานมาผสมผสานกัน Charles Darwin เป็นผู้ริเริ่มนำวิธีการนี้มาใช้ ซึ่งเมื่อต้องการค้นคว้าหาความรู้ หรือแก้ปัญหาในเรื่องใดก็ต้องรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนั้นก่อน แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการสร้างสมมติฐาน ซึ่งเป็นการคาดคะเนคำตอบล่วงหน้า ต่อจากนั้นเป็นการตรวจสอบปรับปรุงสมมติฐาน การเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดสอบสมมติฐาน และJohn Dewey ปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้วให้ชื่อวิธีนี้ว่า การคิดแบบใคร่ครวญรอบคอบ (reflective thinking) ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อของวิธีการทางวิทยาศาสตร์
       วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการเสาะแสวงหาความรู้ที่ดีในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่เพียงแต่ ปัญหาที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาทางการศึกษาด้วย
   
  ขั้นตอนของวิธีการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์มีดังนี้
     1. ขั้นปัญหา (Problem)
     2. ขั้นตั้งสมมติฐาน (Hypothesis)
     3. ขั้นรวบรวมข้อมูล (Gathering Data)
     4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis)
     5. ขั้นสรุป (Conclusion)

     ขั้นตอนของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้แก้ปัญหาทางการศึกษา
     1. การตระหนักถึงปัญหา ขั้นนี้ผู้เสาะแสวงหาความรู้มีความรู้สึก หรือตระหนักว่าปัญหาคืออะไร หรือมีความสงสัยใคร่รู้เกิดขึ้นว่าคำตอบของปัญหานั้นคืออะไร
     2. กำหนดขอบเขตของปัญหาอย่างชัดเจนและเฉพาะเจาะจง ขั้นนี้จะต้องกำหนดขอบเขตของปัญหาที่ตนจะศึกษาหาคำตอบนั้นมีขอบเขตกว้างขวางแค่ไหน
     3. กำหนดสมมติฐาน ผู้แสวงหาความรู้ คาดคะเนคำตอบของปัญหาโดยการสังเกตจากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีอยู่
     4. กำหนดเทคนิคการรวบรวมข้อมูล รวมทั้งการพัฒนาเครื่องมือที่มีคุณภาพไว้ใช้ในการรวบรวมข้อมูลที่จะตอบปัญหาที่ต้องการ
     5. รวบรวมข้อมูล ผู้เสาะแสวงหาความรู้ นำเครื่องมือที่พัฒนาไว้ในขั้นที่ 4 มารวบรวมข้อมูลที่จะตอบปัญหาที่ต้องการทราบ
     6. วิเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลที่รวบรวมได้ในขั้นที่ 5 มาจัดกระทำเพื่อหาคำตอบ
     7. สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้เสาะแสวงหาความรู้ สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับสมมติฐานที่คาดคะเนไว้บนพื้นฐานของผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูล

   
       


         
ลักษณะที่สำคัญของการวิจัย   

     เบสท์ (Best , 1981อ้างถึงใน บุญเรียง ขจรศิลป์ , 2533 : 5) ได้สรุปลักษณะที่สำคัญของการวิจัยไว้ดังนี้
     1. เป้าหมายของการวิจัยมุ่งที่จะหาคำตอบต่าง ๆ เพื่อจะนำมาใช้แก้ปัญหาที่มีอยู่โดยพยายามที่จะศึกษาถึงความสัมพันธ์ ระหว่าง ตัวแปรในลักษณะความเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
     2. การวิจัยเน้นถึงการพัฒนาข้อสรุป หลักเกณฑ์หรือทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป้าหมายของการวิจัยนั้นมิได้ หยุดอยู่เฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษาเท่านั้น แต่ข้อสรุปที่ได้มุ่งที่จะอ้างอิงไปสู่กลุ่มประชากร เป้าหมาย
     3. การวิจัยจะอาศัยข้อมูล หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่สามารถสังเกตได้รวบรวมได้ คำถามที่น่าสนใจบางคำถามไม่สามารถทำการวิจัยได้ เพราะไม่สามารถรวบรวมข้อมูลมาศึกษาได้
     4. การวิจัยต้องการเครื่องมือและการรวบรวมข้อมูลที่แม่นยำ เที่ยงตรง
     5. การวิจัยจะเกี่ยวข้องกับการรวบรวมข้อมูลใหม่ ๆ จากแหล่งปฐมภูมิหรือใช้ข้อมูลที่มีอยู่เดิมเพื่อหาคำตอบของวัตถุประสงค์ใหม่
     6. กิจกรรมที่ใช้ในการวิจัย เป็นกิจกรรมที่กำหนดไว้อย่างมีระบบแบบแผน
     7. การวิจัยต้องการผู้รู้จริงในเนื้อหาที่จะทำการวิจัย
     8. การวิจัยเป็นกระบวนการที่มีเหตุผล และมีความเป็นปรนัยสามารถที่จะทำการตรวจสอบความตรงของวิธีการที่ใช้ข้อมูลที่รวบรวมมา และข้อสรุปที่ได้
     9. สามารถที่จะทำซ้ำได้ โดยใช้วิธีเดียวกัน หรือวิธีการที่คล้ายคลึงกันถ้ามีการเปลี่ยนแปลงกลุ่มประชากร สถานการณ์ หรือระยะเวลา
     10. การทำวิจัยนั้นจะต้องมีความอดทนและรีบร้อนไม่ได้ นักวิจัยควรจะเตรียมใจไว้ด้วยว่า อาจจะต้องมีความลำบากในบางเรื่อง ในบางกรณีที่จะแสวงหาคำตอบ ของคำถามที่ยาก ๆ
     11. การเขียนรายงานการวิจัยควรจะทำอย่างละเอียดรอบคอบ ศัพท์เทคนิคที่ใช้ควรจะบัญญัติความหมายไว้ วิธีการที่ใช้ในการวิจัยอธิบายอย่างละเอียด รายงายผลการวิจัยอย่างตรงไป ตรงมาโดยไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัว ไม่บิดเบือนผลการวิจัย
     12. การวิจัยนั้นต้องการความซื่อสัตย์และกล้าหาญในการรายงานผลการวิจัยในบางครั้ง ซึ่งอาจจะไปขัดกับความรู้สึกหรือผลการวิจัยของคนอื่นก็ตาม


   
ข้อจำกัดของการวิจัยทางการศึกษา  

1. ความซับซ้อนของเนื้อหาหรือปัญหาที่จะศึกษา
2. ความยากในการรวบรวมข้อมูล
3. ความยากในการทำซ้ำ
4. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัยและสมาชิกในกลุ่มตัวอย่าง หรือกลุ่มประชากรมีผลกระทบต่อผลการวิจัย
5. ความยากในการควบคุมตัวแปรเกิน
6. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลทางการศึกษา มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ น้อยกว่าเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์
 
    
ประโยชน์ของการวิจัย   

1. ช่วยส่งเสริมความรู้ทางด้านวิชาการและศาสตร์สาขาต่าง ๆ ให้มีการค้นคว้าข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะว่าการวิจัยจะทำให้มีการค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติมซึ่งทำให้วิทยาการต่าง ๆ  เจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ทั้งตัวผู้วิจัยและผู้นำเอาเอกสารการวิจัยไปศึกษา
2. นำความรู้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติ หรือแก้ปัญหาโดยตรง ช่วยทำให้ผู้ปฏิบัติได้เลือกวิธีปฏิบัติที่ดีที่สุด ก่อให้เกิดการประหยัด
3. ช่วยในการกำหนดนโยบาย หรือหลักปฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นไปด้วยความถูกต้อง เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ
4. ช่วยให้ค้นพบทฤษฎีและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพื่อให้มนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ในโลกอย่างมีความสุขสบาย
5. ช่วยพยากรณ์ผลภายหน้าของสถานการณ์ ปรากฏการณ์และพฤติกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

      
           คุณสมบัติที่สำคัญ ๆ ของผู้ที่เป็นนักวิจัย   

      เนื่องจากงานวิจัยเป็นงานหนัก เป็นการค้นคิดเพื่อแก้ปัญหา เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางปัญญาของมนุษย์ ดังนั้น นักวิจัย (Researcher) หรือผู้ที่ประสบความสำเร็จในงานวิจัยจึงมักจะมีบุคลิกภาพ และความสามารถตามที่รวบรวมได้ดังนี้คือ
     1. ในด้านอารมณ์หรือทัศนคติ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการวิจัยนั้นมักจะมีความมุ่งหวัง และแรงขับทางอารมณ์ต่าง ๆ ดังนี้ คือ
        1.1 มีแรงกระตุ้นเตือนภายในตัวเอง อันเกิดขึ้นจากความอยากรู้อยากเห็นมากเป็นพิเศษ
        1.2 เป็นคนที่มีความสุข เพลิดเพลินต่อการงานคิดสร้างสรรค์ของใหม่
        1.3 เป็นบุคคลที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ (Achievement Motive) หรือเป็นคนที่มุ่งหวังหรือต้องการจะทำอะไรให้สำเร็จมาก เพราะคิดว่าผลงานนั้นจะมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
     2. ในทางความรู้ความสามารถ มักจะมีลักษณะเด่น ๆ ในทางความรู้ที่มีประสิทธิภาพ คือเป็นความรู้ที่ใช้งานแต่มิใช่ความรู้ที่เก็บสะสมไว้ ได้แก่
        2.1 เป็นผู้ที่มีความสามารถในการค้นหา เลือก และใช้ผลงานการวิจัยของคนอื่นได้อย่างดีและรวดเร็ว
        2.2 เป็นคนที่มีความรู้และทักษะในการใช้แบบแผนการวิจัย (Research Design) วิธีการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะในการใช้หลักตรรกวิทยาในการแก้ปัญหา
        2.3 เป็นคนที่มีความรู้และทักษะในการใช้เครื่องมือการวิจัยประเภทต่าง ๆ
        2.4 เป็นคนที่มีความรู้และทักษะในวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการทางสถิติวิเคราะห์
        2.5 เป็นคนที่มีความสามารถในการสรุปความคิดให้เป็นข้อยุติ แล้วนำไปใช้อ้างอิงได้อย่างกว้างขวาง (Generalization)
        2.6 เป็นคนที่มีความสามารถในการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์และคาดคะเนได้
        2.7 เป็นคนที่มีระบบในการทำงาน โดยทำงานมีระเบียบ และสามารถจัดหมวดหมู่ของความคิดสามารถเขียนรายงานการวิจัยได้ดี
      3. ในด้านความสามารถในการตัดสินใจ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการวิจัยมักจะมีความสามารถในการเลือกกระทำ หรือสามารถตัดสินใจดี เช่น
        3.1 เป็นคนที่กล้าคิด
        3.2 เป็นคนที่อดทน
        3.3 เป็นคนใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
        3.4 เป็นคนที่ถ่อมตน รอบคอบ สุภาพต่อคนทั่วไป ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ แต่ใช้ปัญญาที่รอบคอบในการ ตัดสินใจทุก ๆ อย่าง
        3.5 เป็นคนที่มีแรงศรัทธาในปัญญา และมีรสนิยมในทางวิทยาศาสตร์ นั่นคือ เป็นผู้ยึดมั่นในหลักวิชาที่ดีงามและ ยุติธรรม
        3.6 เป็นคนที่มีความคิดเป็นอิสระและทำงานไปในทางที่ดีงาม
        3.7 เป็นคนที่ประมาณตัวเองได้ คือรู้ฐานะแห่งตน รู้กำลังของตน รู้ขอบเขตของตน
        3.8 เป็นคนที่มีความสามารถในการควบคุมตัวเองให้เป็นไปตามหลักวิชาที่ดีงามและยุติธรรม
        3.9 เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในกฎเกณฑ์ธรรมชาติ เชื่อมั่นตามหลักเหตุผล
        3.10 เป็นคนที่มีความหวังที่จะเห็นผลงานวิจัยอยู่เสมอ
        คุณสมบัติทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนี้นับได้ว่าเป็นลักษณะที่เด่น ๆ โดยเฉพาะของนักวิจัยผู้ที่ประสบความสำเร็จทางการวิจัย ซึ่งสมาคมการวิจัยแห่งสหรัฐอเมริกาได้รวบรวมไว้  ดังนั้นถ้าท่านต้องการเป็นนักวิจัยที่มีคุณสมบัติ  ิและความสามารถดังกล่าวมาแล้ว ก็ควรจะได้ฝึกฝนตนเองในด้านต่าง ๆ เท่าที่จะกระทำได้


        
จรรยาบรรณนักวิจัย   

      คณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติ ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2541 ได้กำหนดจรรยาบรรณนักวิจัยขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวหลักเกณฑ ์ควรประพฤติของนักวิจัยทั่วไป ไม่ว่าสาขาวิชาการใด ๆ โดยให้มีลักษณะเป็นข้อพึงสังวรณ์คุณธรรม และจริยธรรมในการทำงานวิจัยของนักวิจัยไทย ดังนี้ (สภาวิจัยแห่งชาติ , 2541)
     “นักวิจัย” หมายถึง ผู้ที่ดำเนินการค้นคว้าหาความรู้อย่างเป็นระบบ เพื่อตอบประเด็นที่สงสัย โดยมีระเบียบวิธีอันเป็นที่ยอมรับในแต่ละศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ระเบียบวิธีดังกล่าวจึงครอบคลุมทั้งแนวคิด มโนทัศน์ และวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
     “จรรยาบรรณ” หมายถึง หลักความประพฤติอันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมในการประกอบอาชีพ ที่กลุ่มบุคคลแต่ละสาขาวิชาชีพประมวลขึ้นไว้เป็นหลักเพื่อให้สมาชิกในสาขา วิชาชีพนั้น ๆ ยึดถือปฏิบัติเพื่อรักษาชื่อเสียงและส่งเสริมเกียรติคุณของสาขาวิชาชีพของตนจรรยาบรรณในการวิจัย จัดเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระเบียบวิธีวิจัย เนื่องด้วยในกระบวนการค้นคว้าวิจัย นักวิจัยจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับสิ่งที่ศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต การวิจัยจึงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาได้หากผู้วิจัยขาดความรอบคอบระมัดระวัง การวิจัยเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผน และกำหนดนโยบายในการพัฒนาประเทศทุกด้าน โดยเฉพาะในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของ นักวิจัยในเรื่องที่จะศึกษา และขึ้นอยู่กับคุณธรรมจริยธรรมของนักวิจัยในการทำงานวิจัยด้วย ผลงานวิจัยที่ด้อยคุณภาพด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากเผยแพร่ออกไป อาจเป็นผลเสียต่อวงวิชาการและประเทศชาติได้
        ด้วยเหตุนี้สภาวิจัยแห่งชาติจึงกำหนด “จรรยาบรรณนักวิจัย” ไว้เป็นแนวทางสำหรับนักวิจัยยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานของการศึกษาค้นคว้า ให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของนักวิจัยไว้ 9 ประการ ดังนี้
      1. นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
          นักวิจัยต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ไม่นำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น ต้องให้เกียรติ และอ้างถึงบุคคลหรือแหล่งที่มา ของข้อมูลที่นำมาใช้ในวิจัย ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหาทุนวิจัย และมีความเป็นธรรมเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย
      2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำงานวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับ หน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย และต่อหน่วยงานที่ตนสังกัด
         นักวิจัยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อตกลงการวิจัยที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน อุทิศเวลาทำงานวิจัยให้ได้ผลที่ดีที่สุดและเป็นไปตามกำหนดเวลา มีความรับผิดชอบ ไม่ละทิ้งงานระหว่างดำเนินการ
      3. นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย
         นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัยอย่างเพียงพอ และมีความรู้ความชำนาญ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ทำวิจัย เพื่อนำไปสู่งานวิจัยที่มีคุณภาพ และเพื่อป้องกันปัญหาการวิเคราะห์ การตีความ หรือการสรุปที่ผิดพลาด อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่องานวิจัย
      4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
         นักวิจัยต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และเที่ยงตรงในการทำวิจัยที่เกี่ยวข้องกับคน สัตว์ พืช ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มีจิตสำนึกและมีปณิธานที่จะอนุรักษ์ ศิลปวัฒนธรรม ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
      5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรี และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
          นักวิจัยต้องไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ทางวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพในศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะอธิบายจุดมุ่งหมายของการวิจัยแก่บุคคลที่เป็นกลุ่ม ตัวอย่าง โดยไม่หลอกลวงหรือบีบบังคับ และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
      6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
          นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด ต้องตระหนักว่า อคติส่วนตน หรือความลำเอียงทาง วิชาการ อาจส่งผลให้มีการบิดเบือนข้อมูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเป็นเหตุให้เกิดผลเสียหายต่องานวิจัย
      7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
          นักวิจัยพึงเผยแพร่ผลงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวิชาการและสังคม ไม่ขยายผลข้อค้นพบจนเกินความเป็นจริง และไม่ใช้ผลงานวิจัยไปในทางมิชอบ
      8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
          นักวิจัยพึงมีใจกว้าง พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและขั้นตอนการวิจัย ยอมรับฟังความ คิดเห็นและเหตุผลทางวิชาการ ของผู้อื่น และพร้อมที่จะปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยของตนให้ถูกต้อง
      9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
         นักวิจัยพึงมีจิตสำนึกที่จะอุทิศกำลังสติปัญญาในการทำวิจัย เพื่อความก้าวหน้าทางวิชาการ เพื่อความเจริญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนุษยชาติ

   
แบบฝึกหัดท้ายบท    

        1. มนุษย์เรามีวิวัฒนาการในการค้นคว้าหาความรู้มาอย่างไรบ้าง ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน จงสรุปเขียนมาในรูปแผนภูมิ
        2. วิธีการวิจัยมีที่มาจากวิธีการเสาะแสวงหาความรู้แบบใด จงอธิบาย
        3. จงบอกความหมายของการวิจัย
        4. จงบอกลักษณะที่สำคัญของการวิจัย
        5. การวิจัยมีประโยชน์อย่างไรบ้าง
        6. จงบอกคุณสมบัติที่สำคัญของนักวิจัยพร้อมทั้งอธิบาย
       7. จรรยาบรรณของนักวิจัยสำคัญอย่างไร จงอธิบาย


  กลับหน้าเนื้อหา     กลับหน้ารายวิชา    กลับหน้าแรก    กลับหน้าหลักของสถาบัน


วิธีการค้นคว้าหาความรู้
(Method of Acquiring Knowledge)

ด้วยความเจ้าปัญหาและความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ทำให้เกิดการพัฒนาการทางวิชาการมากมาย ในปัจจุบันเราสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมายเพราะความเจ้าปัญหา อยากรู้อยากเห็น และความขี้สงสัยของมนุษย์ (อรทัย รวยอาจิณ, 2526) เราทราบว่าการที่ของทุกสิ่งตกลงบนโลกเพราะโลกมีแรงโน้มถ่วง ด้วยความขี้สงสัย อยากรู้อยากทราบของเซอร์ไอแซค นิวตัว หลังจากนั้นมีการทดลงพิสูจน์ มีกฎของนิวตัน และอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย ความอยากรู้ของกาลิเลโอ เป็นพื้นฐานให้เกิดการพิสูจน์ว่าโลกกลม ต่อมามีการเดินทางและค้นพบทวีปต่าง ๆ มากมาย การบันทึกข้อคิดเห็นต่าง ๆ จากการค้นพบเหล่านั้นทำให้มีการทดลองพิสูจน์ รวบรวมเป็นแนวคิดและสร้างกฎ ทฤษฎีเกิดขึ้น ข้อค้นพบเหล่านั้นทำให้เรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นมีเหตุ มีผล และสรรพสิ่งล้วนมีความสัมพันธ์กันและกันเสมอ และด้วยคำว่าเหตุและผลนี้เองนักสังคมศาสตร์ก็มิได้ละเว้นในความอยากรู้อยากเห็นอยากอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นด้วยเหตุและผลเช่นกัน ในการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ นั้นเราสามารถหาความรู้ ได้จากแหล่งของความรู้ ซึ่งแหล่งความรู้ที่มนุษย์เราแสวงหานั้นอาจจะแบ่งได้ 5 วิธีดังนี้ (บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์, 2527)

1 .การไต่ถามผู้รู้ (Authority) เมื่อประสบปัญหาหรืออยากทราบเรื่องอะไร วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือถามผู้ที่รู้เห็นหรือเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ เช่น อยากทราบว่าความเป็นมาของหมู่บ้าน ก็ไต่ถามจากผู้รู้ คนเก่าแก่ หรือ ผู้ใหญ่บ้าน เขาเหล่านั้นก็จะเล่าให้ฟัง อยากทราบว่าวิธีวิเคราะห์ข้อมูลด้วย t-test ทำอย่างไร ก็ไต่ถามนักสถิติ จะได้รับความรู้นั้น ผู้รู้ที่จะใช้ในการสอบถามอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Scholar) หรือผู้ชำนาญการ(Expert) ที่มีความสามารถเฉพาะด้าน

2. การใช้ประสบการณ์ (Experience) ด้วยธรรมชาติของมนุษย์เรา มักจะจดจำประสบการณ์ของตนเองแล้วรวบรวมประสบการณ์นั้น มาใช้ในการแก้ปัญหาใหม่ เช่นจากการที่มนุษย์หนีเสือ สิงโตขึ้นไปบนต้นไม้แล้วพบว่าที่คาคบไม้มีน้ำที่ดื่มแล้ว รูสึกไม่กลัวเสือ สิงโต มีความกล้าบ้าบิ่นเพิ่มขึ้น มีรสชาติที่ดี นำไปสู่การผลิตไวน์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การใช้ประสบการณ์นี้อาจจะมองในลักษณะการลองผิดลองถูก (Trial and Error) ก็ได้ เช่นการไขกุญแจตู้ซึ่งมีลูกกุญแจอยู่พวงหนึ่ง เมือลองไขดูแล้วก็จะพบลูกที่ไขได้ ในที่สุดก็จะจดจำ และเมื่อไขครั้งต่อไปก็จะง่ายขึ้น

3. วิธีการอนุมาน (Deductive Method) วิธีนี้มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ชีลลอจีสซึม (Syllogism) ตรรกวิทยาเชิงอนุมาน (Deductive Logic) อาริสโตเติล (Aristotle) เป็นต้นตำหรับของวิธีการหาความรูวิธีนี้ โดยใช้วิธีการคิดเชิงเหตุผลและอ้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏแล้วเพื่อสรุปความปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น คนทุกคนต้องการอากาศหายใจ นายดำเป็นคนฉะนั้นนายดำต้องการอากาศหายใจ หรือสังคมมีการเจริญเติบโตจากระบบง่าย ๆ ไปสู่ระบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หมู่บ้าน ก. เป็นสังคมชนบทสังคมหนึ่ง ฉะนั้นหมู่บ้าน ก. จะมีพัฒนาการจากหมู่บ้านที่มีระบบง่าย ๆ ไปสู่หมู่บ้านที่มีระบบซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ วิธีการดังกล่าวอาจจะสรุปได้ง่าย ๆ ว่า เป็นวิธีการที่นำเอากฎ ทฤษฎีที่พิสูจน์ได้แล้วว่าจริง มาอธิบายปรากฏการณ์ อื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในทำนองเดียวกัน อย่างไรก็ตามวิธีการอนุมานนี้ยังมีข้อบกพร่องตรงที่ปรากฏการณ์ใหม่ ๆ นั้นอาจจะไม่เป็นไปตามกฎหรือทฤษฎีที่ได้พิสูจน์มาแล้วก็ได้ และถึงแม้ว่าจะเป็นจริงข้อค้นพบใหม่นั้นก็ไม่ใช่เป็นสิ่งใหม่แต่เป็นสิ่งเดิมที่ขยายวงของกฎและทฤษฎีเดิมเท่านั้นเอง

4. วิธีอุปมาน (Inductive Method) พรานซิล เบคอน (Francis Bacon) ได้สรุปว่าการการค้นหาความรู้ใหม่นั้น จะต้องเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หลาย ๆ ครั้ง จนสามารถสรุปได้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จริง แน่นอนแล้ว เช่น ส่วนประกอบของสถานการณ์ X ประกอบด้วย A,B,C ก่อให้เกิด Z และส่วนประกอบของสถานการณ์ Y ประกอบด้วย C, D, E ซึ่งก่อให้เกิด Z เช่นกัน (Goode and Hatt, 1952) จึงอาจจะสรุปได้ว่า C เป็นตัวการสำคัญก่อให้เกิด Z (รูปที่ 1)

ส่วนประกอบ X A B C ---ก่อให้เกิด--> Z
ส่วนประกอบ Y C D E ---ก่อให้เกิด--> Z

ดังนั้น

 

C

  ---ก่อให้เกิด--> Z

รูปที่ 1 แสดงแนวคิดเชิงอุปมาน

หรือกรณีหัวหน้าฝ่ายบุคคล พบว่าเจ้าหน้าที่ของตนสามคนทำงานดี อดทน และรับผิดชอบกว่าอีกหลาย ๆ คน และเมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่าทั้งสามจบมาจากสถาบันเดียวกัน อาจจะสรุปได้ว่าผู้สำเร็จจากสถาบันนั้นล้วนเป็นผู้ที่มีความอดทน และมีความรับผิดชอบสูง เป็นต้น

ฟรานซิส เบคอน ได้เสนอวิธีการอุปมานไว้ 3 วิธีดังต่อไปนี้

4.1 วิธีอุปมานแบบสมบูรณ์ (Perfect Inductive Method) การอุปมานดังกล่าวจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากหน่วยย่อย ๆ ครบทุกหน่วยประชากรที่ต้องการศึกษา แล้วนำข้อมูลดังกล่าวไปจัดกระทำ ตรวจสอบ อย่างถี่ถ้วน แล้วจึงสรุป และแปรผล ซึ่งทำให้ข้อค้นพบนั้นเชื่อถือได้และเป็นจริง เช่นต้องการทราบว่านักศึกษาจากสถาบันราชภัฏจนหรือไม่ ก็ต้องหาข้อมูลในเรื่องรายได้ ค่าใช้จ่ายของนักศึกษาทุกคนในสถาบัน แล้วนำมาวิเคราะห์แยกแยะรายได้ หาข้อสรุป และแปรผล เป็นต้น

4.2 วิธีอุปมานแบบไม่สมบูรณ์ (Imperfect Inductive Method) การอุปมานนี้จะเก็บรวบรวมข้อมูลเฉพาะจากตัวอย่างเพียงบางส่วนเท่านั้น นำมาวิเคราะห์สรุปพาดพิง (Refer) ว่าเป็นข้อค้นพบของประชากรทั้งหมด เช่นต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เกี่ยวกับการจัดการธุรกิจการเกษตร ของชาวนาจังหวัดสุรินทร์ ก็เก็บตัวอย่างจากชาวนาทุกอำเภอ อำเภอละ 100 คน แล้วสรุปความรู้ทางธุรกิจการเกษตรของชาวนาจังหวัดสุรินทร์ ว่ามากหรือน้อยหรือไม่มีเลย วิธีการดังกล่าวนี้อาจจะไม่สมเหตุสมผล หากวิธีการได้มาซึ่งตัวอย่าง ไม่เพียงพอ หรือไม่สามารถเป็นตัวแทนของประชากรได้ ข้อสรุปอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้ ซึ่งวิธีการที่เหมาะสมจะได้อธิบายในโอกาสต่อไป

4.3 วิธีการอุปมานแบบเบโคเนียน (Baconian Inductive Method) เป็นการอุปมานที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลที่ได้มาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั่งที่มีความเหมือนกัน ส่วนที่แตกต่างกัน และส่วนที่เปลี่ยนแปลงไป จอห์น สเตาร์ท มิลล์ (John Stuart Mill) ได้เสนอหลักสำคัญ ๆ ไว้ 5 ประการ ดังนี้ (อ้างจาก บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์,2527 หน้า 5-9)

4.3.1 วิธีที่สอดคล้องกัน (Method of Agreement) วิธีการนี้สรุปได้ว่า ถ้ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งภายใต้สภาพเงื่อนไขตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไปและสภาพเงื่อนไขแต่ละอย่างนั้นประกอบด้วยกรณีต่าง ๆ มากมาย แต่มีเพียงกรณีเดียวเท่านั้นที่เหมือนกัน กรณีที่เหมือนกันนั้นจะเป็นข้อมูลเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น เช่น นาย ก. นาย ข. และนาย ค. ป่วยท้องเสีย โดย

จะเป็นว่าทั้ง 3 กินนำแข็งเหมือนกัน แม้จะคนละร้านกัน ก็สรุปได้ว่า น้ำแข็งเป็นเหตุทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ หรืออาจจะเขียนในรูปสัญลักษณ์ได้ดังนี้

จะเห็นว่า C กับ Z เกิดอยู่ร่วมกันในทุกกรณี ดังนั้นจึงอาจจะสรุปได้ว่า C จะต้องมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ หรือเป็นเหตุทำให้ได้ผล เป็น Z

4.3.2 วิธีการของความแตกต่าง (Method of Difference) วิธีการนี้สรุปได้ว่า ถ้าสภาพเงื่อนไขตั้งแต่สองชุดขึ้นไป แต่ละชุมีกรณีต่าง ๆ เหมือนกัน เว้นแต่มีกรณีเดียวที่ปรากฏในเงื่อนไขชุดเดียวที่ไม่เหมือนชุดอื่น ๆ กรณีที่ต่างออกไปนั้นจะเป็นมูลเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น นาย ก. นาย ข. และนาย ค. ไปกินอาหารร้าน A และสั่งอาหารเหมือนกัน ยกเว้นนาย ก. สั่งไอศกรีมเพิ่ม ปรากฏว่านาย ก.ท้องเสีย อาจจะสรุปได้ว่า ไอศกรีมเป็นสาเหตุที่อาจจะทำให้ท้องเสียได้ ซึ่งอาจจะเขียนในรูปสัญลักษณ์ได้ดังนี้

จะเห็นได้ว่า ทั้งสองเงื่อนไขมีองค์ประกอบเหมือนกัน ยกเว้นสภาพที่ 2 ที่ ไม่มี C และ Z ซึ่งอาจจะสรุปได้ว่า C และ Z มีความสัมพันธ์กันหรือเป็นเหตุและผลซึ่งกันและกัน

4.3.3 วิธีการร่วมของความสอดคล้องและความแตกต่าง (Joint Method of Agreement and Disagreement) วิธีการนี้หาข้อสรุปด้วยการพิจารณาความสอดคล้องและความแตกต่างของสภาพเงื่อนไขที่ปรากฏ หรือกล่าวได้ว่า จากความสอดคล้องขององค์ประกอบจะทำให้เราทราบถึงสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลกันแล้ว ความแตกต่างจะช่วยสรุปสถานการณ์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นกรณีของการเกิดอาการท้องเสียในผู้ป่วย 3 คน และคนปกติ 3 คน พบว่า

จะเห็นได้ว่า นาย ก. นาย ข. และ นาย ค. กินน้ำแข้งเหมือนกัน ส่วน นาย ง นาย จ. และ นาย ฉ. ไม่ได้กินน้ำแข็งเหมือนกัน ดังนั้นจึงสรุปได้วา น้ำแข็งเป็นตัวการทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ วิธีการดังกล่าวอาจจะเขียนเป็นสัญลักษณ์ได้ดังนี้

จากสภาพดังกล่าว ถ้ามีเงื่อนไข C จะปรากฏเหตุการณ์ Z เกิดขึ้น ถ้าสภาพเงื่อนไขใดไม่มี C ก็จะไม่ปรากฏเหตุการณ์ Z ดังนั้นอาจจะสรุปได้ว่า C และ Z มีความสัมพันธ์หรือเป็นเหตุเป็นผลกันและกัน

4.3.4 วิธีการของส่วนเหลือ (Method of Residues) วิธีการนี้จะพิจารณาเงื่อนไขบางข้อที่น่าสงสัยว่าจะมีความสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น โดยการขจัดเงื่อนไขอื่น ๆ ออกไปจนหมดจนเหลือเงื่อนไขสุดท้าย ถ้าไม่ปรากฏเงื่อนไขอื่นและปรากฏการณ์อื่น ๆ แล้ว ก็จะสรุปได้ว่าเงื่อนไขสุดท้ายนั้นเป็นมูลเหตุของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เช่นนาย ก. ข. ค. และ ง. รับประทานอาหารต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ แล้วเกิดอาการท้องเสีย

จากเงื่อนไขดังกล่าวจะเป็นได้ว่า การกินน้ำแข็งเป็นเงื่อนไขร่วมของนาย ก. นาย ข. นาย ค. และนาย ง. จึงสรุปได้ว่าน้ำแข็งเป็นสาเหตุของท้องเสีย หรืออาจจะเขียนในรูปสัญลักษณ์ได้ดังนี้

จะเห็นว่า ข้อสงสัยว่า A น่าจะเป็นต้นเหตุของปรากฏการณ์  Z ได้ถูกพิสูจน์ โดยการกำจัดเงื่อนไขอื่น ๆ จน สุดท้ายเหลือเพียงเงื่อนไข A และ Z จึงอาจจะสรุปได้ว่า A และ Z มีความสัมพันธ์หรือเป็นเหตุเป็นผลกันและกัน

4.3.5 วิธีการของความแปรผันร่วมกัน (Method of Concomitant Variation) วิธีการนี้สรุปได้ว่า ถ้าการเปลี่ยนแปลงของสิ่งหนึ่งขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอีกสิ่งหนึ่งในสภาพเดียวกัน และมีลักษณะการเปลี่ยนแปลงร่วมกันแล้ว ทั้งสองสิ่งนั้นจะเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์ที่เห็นเหตุผลซึ่งกันและกัน เช่น นาย ก. ขับรถเร็ว 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ถ้านาย ก. ขับรถ 5 ชั่วโมงติดต่อกัน ก็จะได้ทาง 500 กิโลเมตร ก็อาจจะสรุปได้ว่าระยะกับความเร็วในการขับขี่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะแปรผันร่วมกัน หรืออาจจะเขียนในรูปสัญลักษณ์ได้ดังนี้

จะเห็นว่า C และ Z มีความแปรผันร่วมกัน แสดงว่า C และ Z มีความสัมพันธ์กันหรือเป็นเหตุเป็นผลกันและกัน

5. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Sciencetific Method) ิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการผสมผสานระหว่างวิธีการอนุมาน และวิธีการอุปมาน กล่าวคือ เมื่อต้องการหาความรู้ในเรื่องใดแล้ว ก็จะตั้งปัญหาหรือคำถามก่อน แล้วจึงใช้การอนุมานในการเดาหรือตั้งสมมุติฐานไว้ก่อน จากนั้นก็จะใช้การอุปมานทำการรวบรวมข้อมูลเพื่อการทดสอบสมมุติฐานว่าสมมุติฐานใดจริง สมมุติฐานใดไม่จริง แล้วจึงสรุปข้อมูลที่ได้ออกมา

วิทยาศาสตร์ในฐานะของระเบียบวิธีการนั้น มีขั้นตอนที่สำคัญสรุปได้ดังนี้

1. การกำหนดปัญหา (Problem Setting)
2. การตั้งสมมติฐาน (Hypothesis Setting)
3. การรวบรวมข้อมูล (Collecting Data)
4. การวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis of Data)
5. การทำรายงาน (Reporting)
6. การตรวจสอบความถูกต้อง (Verification)
7. การประยุกต์และนำไปใชั (Dissemination)

วิธีการทางวิทยาศาสตร์นี้เองเมื่อนำไปใช้ในการศึกษาด้านสังคมศาสตร์ ได้มีการดัดแปลงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพของเนื้อหาวิชา ซึ่งจะได้กล่าวในโอกาสต่อไป

 

 ~~~~~~~~~~~~~~~

เอกสารอ้างอิง

บุญธรรม กิจปรีดาบริสุทธิ์. ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์. คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์                 มหาวิทยาลัยมหิดล, 2527.

สาขาศิลปศาสตร์. มนุษย์กับสังคม. เอกสารการสอน เล่มที่ 1 หน่วยที่ 1-5, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช, 2533.

อรทัย รวยอาจิณ. "ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์", การศึกษาวิจัยทางประชากรและสังคม. เอกสารประกอบการอบรมการศึกษาวิจัยทางประชากรและสังคม สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, มหาวิทยาลัยมหิดล, 2526.

Goode, William J. and Hatt, Paul K. Method in Social Research. McGraw-Hill Book Company, Inc. Tokyo Japan, 1952.